เรื่องของการให้นม จากพ่อแม่ซุปตาร์

…เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนม ให้ลูกดื่มกิน… หลายคนคงคุ้นชินกับท่อนเพลงนี้จาก เพลง ค่าน้ำนม ที่แสดงถึงที่มาของนมแม่ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่กลั่นเลือดจากร่างกายในช่วงหลังคลอดให้กลายเป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เหมาะกับลูกน้อยแรกเกิด ให้มีภูมิคุ้มสู่การเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพราะนมแม่ คือวัคซีนหยดแรกที่จะช่วยปกป้องลูกน้อย และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับก้าวแรกของการเจริญเติบโต

การที่จะให้ลูกมีพัฒนาการสมวัย คุณแม่ต้องเข้าใจว่าแต่ละช่วงอายุ ลูกสามารถทำอะไรได้บ้าง และก็ดูแลให้เขาทำได้ ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ลูกมองหน้าแม่ คุยกับแม่ ฟังเสียงแม่ในระหว่างกินนม ซึ่งพอลูกโตขึ้นในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีการดูแลเรื่องพัฒนาการให้สมตามวัย

ลิซ่า-อลิซาเบธ กับความฟินในการให้นมลูก

“ตอนกลับบ้านมาเหนื่อยๆ เป็นนาทีทองของชีวิตมากที่ได้ให้นมลูก เราหายเหนื่อย แม่ฟิน ลูกฟิน วินวินมากเลย เป็นเวลาโรแมนติคของแม่ลูกมาก” 

ลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย พิธีกร นางแบบ นักแสดงและผู้ประกาศ ในฐานะคุณแม่ลูกสอง เล่าด้วยรอยยิ้มถึงการให้นมลูก

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล การสบตาเขาทำให้เขามีความมั่นคงในจิตใจ เขารู้สึกว่าไม่มีใครทิ้งเค้า อยู่กับแม่แล้วเค้าปลอดภัย นอกจากนี้อย่าคิดว่าการอุ้มลูกบ่อยจะทำให้ลูกติด อยากให้อุ้มลูกบ่อยๆ เพราะเมื่อลูกโตเราจะไปขออุ้มตอนนั้นก็ไม่ได้แล้ว

ความสุขของครอบครัวคุนผลิน

“ข้อเสียอย่างเดียวที่เกิดจากนมแม่คือ ผมไม่รู้ว่านมจะมาเมื่อไหร่” 

อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน นักร้อง นักจัดรายการวิทยุ นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเพราะกลัวว่าลูกจะหิว เกิดเป็นภาวะเครียด แต่จะให้กำลังใจกับภรรยาตลอดเพราะไม่ต้องการให้เครียด และพยายามทำให้ภรรยาผ่อนคลาย

หลังจากภรรยาคลอดลูกแล้วพากลับมาบ้านก็ต้องการเลี้ยงด้วยตนเองไม่พึ่งพี่เลี้ยง ซึ่งวันนั้นลูกร้องทั้งคืน แต่ทุกครั้งที่ลูกร้องจะมองหน้าภรรยาและหัวเราะให้กัน สร้างความสุขให้กัน เพราะตราบใดที่ลูกไม่ป่วยก็ไม่เป็นห่วง

จ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ ภรรยาของอั๋น ภูวนาท เล่าเสริมว่า 

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนมไม่พอ โดยจะรู้ทันทีเพราะลูกร้องหลังจากกินนมได้สักพัก จึงแก้ปัญหาด้วยการปั๊มนมเก็บเอาไว้สำรอง และเริ่มวัดว่าในแต่ละวันตนมีน้ำนมเท่าไหร่ และจะให้ลูกกินนมเท่าไหร่ เพราะไม่อยากให้ลูกกินนมเยอะเกินไปจะทำให้ลูกอาเจียน

ตู่ ภพธร กับการให้กำลังใจภรรยา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่เครียด คนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเข้าใจด้วยว่าภรรยาเครียดเพราะอะไร เราจึงต้องทำให้บรรยากาศภายในบ้านแฮปปี้มากที่สุด” 

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ นักร้อง นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าว่าทางด้านการจัดการไม่ได้ช่วยอะไร แต่ในแง่ของการให้กำลังจะอยู่ข้าง ๆ เต็มที่

กว่าจะให้นมลูกได้ แม่ต้องผ่านอะไรมากมาย ทั้งเจ็บ ทั้งกังวลว่าน้ำนมจะไม่ออก และอื่น ๆ มากมาย ตนจึงอยู่เป็นกำลังใจให้เท่านั้น และคอยรองรับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและฮอร์โมนของเขา ซึ่งจะต้องใจเย็นที่สุดในการให้กำลังใจ และเข้าใจภรรยา

ภาวะเครียดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่อาจเกิดกับหลาย ๆ ครอบครัว โดยสิ่งสำคัญที่คุณพ่อสามารถช่วยได้คือการเป็นที่ระบายและรองรับอารมณ์ของคุณแม่อย่างเข้าใจ เพราะภารกิจใหญ่ในการเลี้ยงลูกในช่วงแรกเกิดคือการให้นมแม่ การอยู่เคียงข้าง คอยกุมมือให้กำลังใจและมอบความรัก ความสุขให้กันและกันจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อจะทำให้กับคุณแม่ได้

นอกเหนือจากความอิ่มที่ลูกได้รับ ยังได้ไออุ่นจากรักของแม่ที่โอบกอดลูกในขณะที่กินนมอีกด้วย เพราะนมแม่เปรียบเป็นรากแก้วของการวางรากฐานให้เด็กไทยมีต้นทุนชีวิตที่ดี หากชีวิตเปรียบเป็นการเรียนรู้ “นมแม่” ก็เปรียบเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

…ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรักอุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน…
เพราะนมแม่ คือรากฐานแห่งชีวิต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต และอินสตาแกรม

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
– อินสตาแกรม lizasadler
– อินสตาแกรม 2popetorn
– อินสตาแกรม unpuwanart
ข้อมูลบางส่วนจากคู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
งาน “นมแม่ รากฐานแห่งชีวิต Breastfeeding Foundation of Life โดย
– พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
– คุณลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย
– คุณอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน
– คุณจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์
– คุณตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ

เรื่องเล่าจาก “บ้านกาญจนาฯ”

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต “วิชาชีวิต” จึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

ในงานเสวนา “วิชาชีวิต ทางรอดเด็กและเยาวชน” มีเรื่องเล่ามากมายจากเด็กที่เคยก้าวพลาดไปชั่วขณะ แต่ก็ได้เรียนรู้วิชาชีวิต เพื่อที่จะกลับมายืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมอีกครั้ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็กๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง

ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

ในขณะที่ นายจี (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกมเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากเสวนา วิชาชีวิต ทางรอดเด็กและเยาวชน
โดยนางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

Photo-by-Siora-Photography-on-UnsplashIllustration by Porraphat.com

5 ปฏิบัติการ เลี้ยงลูกให้เป็นหนอนหนังสือ

“พี่จะทำยังให้ลูกของพี่รักการอ่านดี? เพราะพี่ก็ไม่ชอบที่จะอ่าน” คำถามจากพี่สาวที่กำลังตั้งครรภ์ฉุกให้คิดตามว่า ‘หากพ่อแม่ที่ไม่ชอบอ่าน แต่ต้องการจะให้ลูกน้อยรักการอ่าน ควรจะทำอย่างไร?’

สิ่งที่ได้ตอบกลับไปคือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง แม้ว่า ปรภ จะเติบโตมากับคุณยายและไม่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง แต่คุณป้าเป็นผู้ที่จุดพลังแห่งการอ่านด้วยการหยิบยื่นหนังสือเล่มแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด หลังจากได้เริ่มอ่านก็รู้สึกรักและหลงใหลในหนังสือจึงเริ่มหาเรื่องที่สนใจมาอ่านด้วยตนเอง

เมื่อครอบครัวเห็นถึงความรักการอ่าน จึงเริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งการสนับสนุนจากครอบครัวที่ไม่ได้รักการอ่านทำให้สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Brina-Blum-on-Unsplash

“ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังดูสิ เพราะหนังสือนิทานถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ผ่านภาพ ผ่านข้อคิดเตือนใจ และยังแฝงไปด้วยความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรู้จักความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย” 

ข้อแนะนำนี้มาจากการพูดคุยกับ ‘พี่เจ’ นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะเด็กทารกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน และเสียงที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือเสียงจากพ่อแม่ หากในช่วงเวลานี้ พ่อและแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ก็จะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนตั้งแต่เล็กจนโต

“การอ่านเป็นอาหารสมอง ช่วยให้เด็กคิดเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ได้เสพศิลปะผ่านหนังสือนิทาน ผ่านภาพมีความงดงาม และเนื้อเรื่อง
ถ้อยคำสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม” 

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

การรู้หนังสือแรกเริ่ม (early literacy) คือสิ่งที่เด็กรับรู้เกี่ยวกับการอ่านและเขียน ก่อนที่เด็กปฐมวัยจะอ่านหรือเขียนได้ เมื่อเด็กน้อยมีทักษะการรู้หนังสือเบื้องต้นที่แข็งแรง เขาก็พร้อมสู่การเรียนรู้ที่จะ ‘อ่านหนังสือ’ ต่อไป

จากประสบการณ์ของตนเอง ที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ต้น แต่การรู้หนังสือและหันมาสนใจการอ่านอย่างจริงจัง ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การอ่านคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้’ หากเราอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถดำเนินได้ต่อไป แต่ผู้ที่จะมาจุดประกายให้เด็กรู้จักหนังสือ รู้จักการอ่านเขียน บุคคลแรกควรเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash2

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอ 5 ปฏิบัติการ สู่การเป็นหนอนหนังสือ เพราะการรู้หนังสือของเด็ก เริ่มที่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้เด็กเริ่มอ่าน แต่ก่อนจะชวนลูกอ่านหนังสือมีปฏิบัติการต่างๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้

1 พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด

ควรหมั่นสบสายตาและแสดงการโต้ตอบกับเด็ก เมื่อทารกหรือเด็กวัยเตาะแตะทำเสียงใด ๆ ตอบ ให้แสดงการโต้ตอบในเชิงบวก พูดคุยด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าลูกจะไม่เข้าใจ แต่การสื่อสารอย่างเริงร่าจะทำให้เด็กน้อยซึมซับอารมณ์ของเรา

Photo-by-Ben-Mullins-on-Unsplash

2 เล่นร่วมกับเด็ก

ไม่มีของเล่นใดจะดีไปกว่าการที่ผู้ใหญ่ร่วมเล่นด้วย การเล่นซ่อนหา เล่นสมมติ ต่อบล็อก ระบายสี เล่นรถ รวมถึงการเล่นนอกบ้าน การเล่นต่าง ๆ นี้จะช่วยพัฒนาทักษะเริ่มต้นอ่านเขียนของเด็กได้หลากหลาย และครอบครัวคือเพื่อนวัยเด็กที่ดีที่สุด

3 ร้องเพลงกับลูก

เพลงกล่อมเด็กจะช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรกเริ่มที่สำคัญหลายด้าน การร้องเพลง ฟังเพลงด้วยกัน รวมถึงเต้นตามจังหวะจะช่วยสร้างเสริมจิตใจที่ดีงามของเด็ก

Photo-by-Picsea-on-Unsplash.jpg

4 อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง

ถ้าหนูน้อยยังนั่งไม่ได้หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือให้ฟังก็อย่ากังวล เด็กเล็กสามารถฟังในขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่มให้จบทีเดียว แต่อ่านในช่วงสั้น ๆ หลาย ๆ ที และหลาย ๆ ที่ก็ยังได้ เช่น ตอนอาบน้ำก็อ่านหนังสือที่ลอยในน้ำได้ นั่งรออาหารในร้าน ก่อนนอน และอย่าลืมว่าต้องมีเวลาอ่านนิทานเป็นกิจวัตรแห่งความสุขหรรษาร่วมกันอยู่เสมอ

5 แสดงให้ลูกเห็นถึง ‘โลก’ รอบตัว

ชักชวนด้วยการชี้ไปที่สี รูปทรง ตัวอักษรและรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนโยน ไม่ช้าไม่นานเด็กน้อยจะเป็นผู้ชี้สิ่งเหล่านั้นกลับมาบอกเรา

Photo-by-Melanie-Medina-on-Unsplash.jpg

เด็กที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีความจำที่ดีกว่า เพราะสามารถเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลเป็นภาษาที่ดีได้เป็นระบบมากกว่า ที่สำคัญที่สุดคือ การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัว เด็กจะรู้สึกถึงความรักและความผูกพันจากพ่อแม่ ทำให้เขาเป็นคนมีความมั่นใจ และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อไปในอนาคต

Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

สรุป

บทบาทที่สำคัญของผู้ใหญ่คือ การสร้างประสบการณ์เริ่มต้นด้านบวกต่อหนังสือให้กับเด็ก นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของการรู้หนังสือแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย และนี่คือปฐมบทของการอ่านเขียนที่จะพัฒนาไปในภายภาคหน้าของเด็กน้อย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์ห้องสมุดเด็กปฐมวัย ยุทธวิธีสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

เมื่อลูกถามว่า เซ็กส์คืออะไร

“แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ” คำถามนี้อาจระเบิดความตกใจของคุณแม่หรือคุณพ่อหลายๆ คน เพราะมันยากที่จะตอบ ยิ่งด้วยวัฒนธรรมไทยที่มองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยมีครอบครัวไหนกล้าที่จะพูดเรื่องนี้กับลูกน้อยตรงๆ หากยังไม่ถึงวัยอันควร แต่หากเจอคำถามแบบนี้จากลูกน้อยไป คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะทำอย่างไร?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตัวอย่างบทสนนาของครอบครัวที่เหมาะแก่การเป็นกรณีศึกษาให้กับหลายครอบครัว ที่จู่ๆ วันหนึ่งลูกน้อยได้ตั้งคำถามที่พ่อแม่กระอักกระอ่วนในการตอบ

เรื่องราวของ ดช. มิลาน ที่จู่ๆ ก็อยากจะตั้งคำถามกับคุณแม่ โดยมี ดญ. โมนา แอบชำเลืองรอฟังคำตอบอยู่ข้างๆ

ด.ช.มิลาน : แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ?
คุณแม่ : หนูได้ยินมาจากไหนหรือคะ
ด.ช.มิลาน : จากคลิปละครใน YouTube ครับ

มิลานหนุ่มน้อยวัยย่าง 10 ขวบ เพิ่งดูละครในปีนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวไม่มีใครดูละคร ดูแต่ข่าว สารคดี หนังฝรั่ง

คุณแม่ : มีเซ็กส์ ก็คือการผสมพันธุ์กันของมนุษย์ค่ะมิลาน
ด.ญ.โมนา : เห็นมั้ย เรานึกแล้ว ต้องเหมือนผสมพันธุ์
ด.ช.มิลาน : แล้วคนจะทำแบบนั้นยังไงอ่าครับแม่
คุณแม่ : หนูรู้ใช่มั้ย การผสมพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต ต่างๆ นานาบนโลกนี้ ธรรมชาติสร้างมาเพื่อ ผลิตทายาท เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ แต่วิธีการผสมพันธุ์ การหาคู่ครอง ความเยอะ ความตะกละตะกลาม ในการมีเซ็กส์ของสิ่งมีชีวิต นั้นต่างกันมาก

“เมื่อถึงวัยหนึ่ง ที่มนุษย์สามารถมีลูกได้ ฝ่ายหญิงพร้อมจะตั้งครรภ์ได้ ฝ่ายชายพร้อมจะ ปล่อยน้ำเชื้ออสุจิไปให้ฝ่ายหญิงคนไหนตั้งครรภ์ก็ได้ ตอนนี้เราจะเรียกว่า เป็นวัยเจริญพันธุ์ ธรรมชาติจะทำให้มนุษย์ มีความอยากที่จะผสมพันธุ์ หรือที่หนูได้ยินมาว่าอยากมีเซ็กส์นั่นแหละ”

คุณแม่ทิ้งช่วงหยุดเล่า ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการลองคิดตาม

คุณแม่ : แต่ เอ๊ะ วันหนึ่งธรรมชาติบอกว่า มิลาน เธอมีลูกได้แล้วนะ เธอต้องมีเซ็กส์ ถ้ามิลานไปชอบนางสาวเอ อยากมีสัมพันธ์กับนางสาวเอ เราไปตะปบหน้าเขา ข่วนเขา ต่อยเขา กัดคอเขา แบบสิงโตอยากผสมพันธุ์ได้ไหมคะ
ดช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : อืม หรือว่ามิลาน อยากจะเปลี่ยนสาวๆ ปีละหลายคน มีผู้หญิงเยอะแยะเลย แบบกระต่ายป่าเปลี่ยนคู่เยอะๆ ได้ตัวผู้กันเยอะๆ ได้ตัวเมียกันเยอะๆ เปลี่ยนทุกปี จนจำหน้าคู่เดทคู่นอนในปีเก่าๆ ไม่ได้ ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ
คุณแม่ : หรือเอาแบบลิง โบโนโบดีน้า การทักทายก็ใช้การผสมพันธุ์กัน โกรธกันก็ผสมพันธุ์กัน เบื่อๆ เซ็งๆ ก็ผสมพันธุ์กัน มองหน้าคิดไรไม่ออกก็ผสมพันธุ์กัน เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต คือเอาแต่ผสมพันธุ์กัน ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ

คุณแม่ :ใช่แล้วมิลาน

“เพราะคนไม่ใช่สัตว์ เราไม่เหมือนสัตว์ เราจึงทำแบบสัตว์ไม่ได้ การมีเซ็กส์ของมนุษย์ เป็นไปโดยสัญชาติญาณ อาจจะเพื่อความสุข หรือปลดปล่อยสนองความต้องการ หรือทำเพื่ออะไรสักอย่างที่เป็นแรงขับมาจากภายใน มากกว่าเพียงแค่อยากจะมีลูก แต่มนุษย์บางคนควบคุมตนเองไม่ได้ ถูกสัญชาติญาณเรียกร้อง ว่าต้องผสมพันธุ์ให้ได้ เดี๋ยวนี้เลยนะตอนนี้เลยนะ ทำให้บางคนต้องมีลูกตอนอายุ 12 ท้องป่องตอน 14 มีเบบี๋ตอน 15 เป็นหม่าม้า ตอน 13 เราท้องโย้ตอนเรียนดีไหมคะ เก๋ไหม เท่ห์ไหม”

ด.ช.มิลาน : ไม่ครับ 
ด.ญ.โมนา : ไม่ค่ะ
คุณแม่ : มีลูกเร็ว ๆ ไม่ดีหรือคะ จะได้ออกจาก รร. เร็ว ๆ เพราะเด็ก ๆ ขี้เกียจเรียน จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน

ด.ญ.โมนา : ไม่ดีค่ะ ถ้าเราไม่ได้ไปโรงเรียน เราก็ไม่ได้เรียนหนังสือ เราก็ไม่มีความรู้ ไม่ได้ไปทำงานดี ๆ ที่เราชอบเราอยากทำ เราก็ต้องไปทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ ทำงานเหม็นเหม็น ทำงานสกปรก ที่ไม่มีใครอยากทำค่ะ
คุณแม่ : เมื่อเรามีสัญชาติญาณในการผสมพันธุ์เกิดขึ้น เราควรทำตามสัญชาติญาณเลยไหมคะ เราอยากผสมพันธุ์กับเด็ก 3 ขวบทำได้ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : เราอยากผสมพันธุ์กับพ่อแม่พี่น้องตัวเองทำได้ไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับและไม่อยากทำด้วย
คุณแม่ : เราอยากทำร้ายคนอื่นเพื่อให้เราได้ผสมพันธุ์ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ 
คุณแม่ : เมื่อถึงวันหนึ่งเวลาหนึ่งพวกหนู ต้องได้รู้จัก ได้เจอกับสัญชาติญาณเหล่านี้…

“เมื่อถึงวันนั้น ขอให้หนูนึกถึงแม่ หากหนูบังคับตัวเองไม่ได้ อยากทำตามสัญชาติญาณด้านมืดของมนุษย์ หนูจงนึกถึงแม่..ถามแม่…บอกแม่ เล่าให้แม่ฟัง แม่ช่วยหนูได้ทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าหนูจะไปเจอคนแบบ ช้าง จิงโจ้ สิงโต ไดโนเสาร์ หมูในเล้า กระต่ายป่า ลิงโบโนโบ แม่จะเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ นางฟ้าแม่ทูนหัวช่วยหนูเอง แม่รักหนูนะคะ ฝันดีค่ะลูก”

จากบทสนทนาของครอบครัวนี้ สังเกตได้อย่างหนึ่งเลยว่า คุณแม่ได้อบรบเลี้ยงดูสั่งสอนลูกๆ มาเป็นอย่างดี ทำให้เด็กมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่ฉลาดเช่นนั้น แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านอยู่ล่ะครับ คิดอย่างไรกันบ้าง

ที่มา : Facebook : Phawinee Buraphawithidham
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

เล่นอย่างไรให้ดี เรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้

เมื่อนึกถึงคำว่า “เล่น” ของเด็ก ในมุมมองของผู้ใหญ่มักจะคิดถึงการเล่นที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น เล่นวิดีโอเกม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การเล่นของเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองควรปล่อยผ่าน แต่ควรใส่ใจว่าเด็กต้องการอะไร เล่นเพื่ออะไร และที่สำคัญ เด็กได้อะไรจากการเล่น  

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การเลี้ยงลูก การสอนลูก และการเล่นกับลูก เป็นสิ่งที่ไม่มีตำราไหนบอกวิธีการเอาไว้อย่างชัดเจน รูปแบบของการเลี้ยงลูกมักจะขึ้นกับประสบการณ์ของพ่อแม่แต่ละคน ซึ่งไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ดังที่พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแบบติดตลกเอาไว้ว่า 

“ถ้าเลี้ยงแล้วไม่ตาย ก็แปลว่าเลี้ยงเป็น”

สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงลูกคือ “การเล่นกับลูก” ซึ่งการเล่นในที่นี้ไม่ใช่การยื่นแท็บเล็ตให้ลูกไปจิ้มเล่น แต่เป็นการเล่นแบบเข้าใจ 

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย อธิบายต่อว่า พ่อแม่จะต้องสังเกต และทำความเข้าใจพัฒนาการการเล่นของเด็กตั้งแต่แรกเกิด 

เด็กแรกเกิดจะเล่นกับตัวเอง เล่นกับสิ่งรอบตัว เช่น การมองตุ๊กตาโมบาย ก็ถือเป็นการเล่น ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี เด็กจะเริ่มพัฒนาสู่การเล่นร่วมกับผู้อื่น ชอบเล่นนอกบ้าน เล่นทราย เล่นน้ำ ปั่นจักยานสามล้อ ต่อบล็อก วาดรูประบายสี ดูการ์ตูน เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เล่นได้ไม่นาน

เมื่อเด็กอยู่ในช่วง 4-5 ปี จะมีการเล่นในลักษณะร่วมมือกัน เช่น แบ่งบทบาทกันเป็นหมอ-คนไข้ และมีการสลับบทบาทกันเล่นด้วย และจะชอบเล่นสิ่งที่ชอบ สนุกและมีความสุขกับการเล่นสิ่งนั้น ๆ ได้เป็นเวลานานมากขึ้น

มาที่เด็กวัย 6-7 ปี ที่เข้าสู่การเรียนในระดับประถมศึกษา เริ่มเรียนรู้พฤติกรรมการเข้าสังคมได้ดี มีวัฒนธรรมและมารยาททางสังคม ต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน ซึ่งการที่เด็กสามารถเล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม จะทำให้เด็กรู้จักการปรับตัวเมื่ออยู่กับคนอื่น และเรียนที่จะเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี

ดร.วรนาท ฝากทิ้งท้ายอีกว่า การเข้าใจ และสังเกต พฤติกรรม และพัฒนาการการเล่นของลูก จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกของตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งหากลูกมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขเพื่อให้ลูกสามารถกลับมามีพัฒนาการที่สมวัยได้อีกครั้ง และจะเป็นการสร้างรากฐานที่ดีต่อการเติบโตขึ้นในอนาคต

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคาดหวังให้ลูกเติบโตมาเป็นคนเก่งเป็นคนดี มีสุขภาพจิตที่ดีและสุขภาพกายที่แข็งแรง แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ครอบครัวคือบุคลากรสำคัญที่จะช่วยกันเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ ให้เกิดกับลูกน้อย

“หัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกคือ ไม่ได้สอนลูกในตอนโต แต่ควรสอนในช่วง 2-3 ปีแรก เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคง เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง และมีความไว้วางใจผู้อื่นเพื่อให้สามารถเข้าสังคมได้”

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความพร้อมของพ่อแม่ที่ควรมี 6 ข้อ ได้แก่

  • ความพร้อมด้านร่างกาย
  • ความพร้อมด้านเวลา
  • ความพร้อมด้านการเงิน
  • ความพร้อมด้านความรู้
  • ความพร้อมด้านทักษะในการเลี้ยงลูก
  • ความพร้อมด้านจิตใจ

สรุป

หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดีคือ ต้องให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก และยังต้องฝึกวินัยให้เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งการเลี้ยงลูกให้มีวินัยต้องฝึกตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากการฝึกให้นอนเป็นเวลา เป็นต้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ให้ข้อมูลโดย
• พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 
• ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย 
• รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

Kids with smartphone

เลี้ยงลูกด้วยสมาร์ตโฟนให้ปลอดภัย

การใช้จอสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือจอโทรทัศน์ในการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่หลายคนนิยมทำเพื่อให้ลูกน้อยนิ่งสงบ ไม่ร้อง ไม่ซุกซน แต่นั่นเป็นโทษมหันต์กับลูกของคุณ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะห้ามลูกน้อยไม่ให้ยุ่งกับหน้าจอสี่เหลี่ยมนั้นทำได้ยาก ทางเลือกที่พ่อแม่ทำได้คือ การสอนให้ลูกใช้สมาร์ตโฟนอย่างถูกวิธี แทนการปล่อยปละละเลยอย่างไม่รู้ชะตากรรม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Boy with smartphone

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่ใจอ่อนคือ “เสียงร้อง” ของลูกน้อย เมื่อไม่อยากให้ลูกร้องจึงรีบตอบสนองด้วยการหยิบจอสีเหลี่ยมยัดใส่มือของลูก ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด 

จากการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านอารมณ์และพฤติกรรมความรุนแรงของ American Academy of Pediatrics พบว่า ความรุนแรงที่เห็นจากหน้าจอโทรทัศน์และสื่อต่างๆ นับวันยิ่งมีความเพิ่มขึ้นและส่งผลร้ายต่อเด็ก เพราะจะทำให้เด็กสะสมอารมณ์หวาดกลัว วิตกกังวล ขี้สงสัย นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือซึมเศร้า และมีแนวโน้มที่จะแสดงความรุนแรงมากขึ้น พ่อแม่จึงควรระวังเรื่องการเสพสื่อผ่านจอโทรทัศน์ หรือจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งทางที่ดีคือการสนับสนุนให้ลูกออกมาขยับร่างกาย

วิธีรับมือกับลูกที่ร้องเรียกสมาร์ตโฟน

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการให้เด็กเรียนรู้อารมณ์โกรธ อารมณ์โมโห ถูกขัดใจ แต่ต้องทำด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก โดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์และรองอธิบดีกรมอนามัย ได้ให้คำแนะนำเอาไว้ดังนี้

  1. เมื่อลูกร้องต้องการสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ให้ดึงความสนใจจากเด็กด้วยการชวนทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น วาดรูป เต้นระบำ พาลูกไปเที่ยวข้างนอก หรือชวนเล่นกีฬาง่าย ๆ ซึ่งพ่อแม่ต้องมีความหนักแน่นในการกระทำอย่างต่อเนื่อง
  2. ใช้สื่อหน้าจอกับลูกเพียงแค่เวลาสั้น ๆ เช่น เปลี่ยนจากการดูคลิปวิดีโอ หรือเล่นเกมเป็นการอ่าน E-Book แทน และไม่ควรทิ้งเด็กเอาไว้ลำพัง เพราะการอ่านจากหน้าจอไม่เหมือนการอ่านจากหนังสือเป็นเล่ม และไม่ควรให้ใช้บ่อยเพื่อให้เด็กควบคุมอารมณ์ รู้จักการรอคอย ซึ่งการใช้สื่อหน้าจอควรอยู่ในการดูแลของพ่อและแม่
  3. บริหารเวลาในการดูแลให้ลูกได้รับความรัก ความอบอุ่น ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ การควบคุมอารมณ์ตัวเองจะทำได้ยาก จึงไม่ควรให้ใช้สื่อหน้าจอ แต่ในเด็กที่โตและรู้จักการรอคอย ควบคุมอารมณ์ได้ พ่อแม่สามารถให้ลูกใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตได้ แต่ต้องอยู่ในการดูแลของพ่อแม่
  4. พ่อแม่มีส่วนช่วยในการเรียนรู้ โดยให้พิจารณาดูความพร้อมของลูก ว่าสมควรที่จะใช้สื่อหน้าจอหรือไม่ และควรปลูกฝังเรื่องการเคารพเวลาให้มีทักษะทางสังคมที่พร้อม ไม่สนับสนุนสื่อที่แฝงไปด้วยสิ่งยั่วยุหรือความรุนแรง
Boy with smartphone
Kids with smartphone

แม้ว่าการห้ามไม่ให้ลูกอยู่กับสื่อหน้าจอเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อถึงวันที่เขาโตขึ้นก็ควรที่จะเรียนรู้การเสพสื่ออย่างถูกวิธี ซึ่งการเริ่มต้นใช้เวลาหน้าจอของพ่อกับแม่คือการนั่งดูไปพร้อมกับลูกและปฏิบัติตามคำแนะนำเคล็ดลับกฎทอง 4 ประการสำหรับลูกดังนี้

สอนลูกให้ใช้หน้าจออย่างมีประโยชน์

  1. สอนให้รู้จักความต่างระหว่างคนจริงกับตัวละคร
    พ่อแม่ต้องสอนให้รู้จักแยกแยะว่าตัวละครและคนจริงนั้นแตกต่างกัน เป็นก้าวแรกที่จะสอนให้ลูกแยกแยะเพื่อให้ลูกปลอดภัยจากพิษภัยของการดูโทรทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  2. สอนให้รู้จักความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมติ
    บางรายการอาจนำมาใช้สอนเด็กให้เรียนรู้โลกจริงกับโลกสมมติได้ เช่น รายการที่มีการเล่านิทานประกอบภาพ หรือละครหุ่นสำหรับเด็ก แต่พ่อแม่ต้องคอยบอกลูกว่าช่วงไหนเป็นเรื่องจริง ช่วงไหนเป็นเรื่องสมมติ ขั้นตอนนี้เป็นการสอนต่อจากข้อแรก เพราะหลังจากเด็กแยกแยะระหว่างตัวละครกับคนจริงได้ เขาควรจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมติด้วย
  3. ชวนให้ลูกดูรายการที่เหมาะสม
    พ่อแม่ต้องหาเทคนิคดึงความสนใจของลูกให้ดูรายการที่เหมาะสมกับวัย การชี้ชวนให้ลูกดูในสิ่งที่ควรดูขณะนั่งอยู่ด้วยกัน เช่น เห็นนกไหมลูก น่ารักไหม / ดูลิงนั่นสิ กินกล้วยใหญ่เลย เป็นต้น การทำเช่นนี้จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับคำแนะนำหรือคำชวนของพ่อแม่ และทำให้เขาสนใจในสิ่งที่เราเลือกหยิบยื่นให้ และยังสามารถควบคุมคุณภาพของรายการโทรทัศน์ที่ลูกควรดูได้ด้วย
  4. ควบคุมการเปิด-ปิดโทรทัศน์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต
    ควรออกกฎของบ้านและกำหนดเวลาใช้ให้ชัดเจนในการดูโทรทัศน์และเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็ก เช่น เมื่อจบรายการแล้วควรอุ้มลูกไปหน้าจอแล้วบอกว่า “จบแล้วปิดดีกว่านะ” เมื่อเรากดปุ่มปิดก็จะเป็นการสอนให้เด็กดูโทรทัศน์เป็นเวลา ไม่หมกมุ่นกับจอมากเกินไป ซึ่งสามารถใช้วิธีนี้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ด้วย เช่น กำหนดว่าลูกจะเล่นได้เวลาไหนและมากน้องเท่าไหร่ เพื่อเป็นการฝึกวินัยเบื้องต้น
Kids with smartphone
Boy with smartphone

เมื่อเด็กถึงวัยที่สามารถเสพสื่อได้แล้ว พ่อแม่ก็ควรจำกัดการเข้าถึงให้กับลูก เพื่อไม่ให้เด็กเสพสื่อที่ไม่เหมาะไม่ควร 

สื่อหรือรายการแบบไหนที่เด็กไม่ควรดู

  1. ละครดราม่า รัก ริษยา โศกเศร้า เคล้าน้ำตา คุกคามทางเพศ ลองคิดดูว่า ลำพังแค่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันก็สร้างความปวดหัวให้คุณได้แล้ว ยังต้องมานั่งดูเหตุการณ์จำลองที่สร้างมาเพื่อเสนอสงครามทางอารมณ์ที่เกินเลยอีกหรือ
  2. ภาพยนตร์ชุดเป็นตอน ๆ ซีรีส์ และภาพยนตร์ตื่นเต้นระทึก ต่อสู้รุนแรง ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตำรวจ สงคราม นักสืบ หรือพิศวาสฆาตกรรมที่หนีไม่พ้นฉากฆ่าฟัน ภาพระเบิดหรือภาพสยดสยอง ซึ่งกระทบต่อเด็กตั้งแต่วัยหัดคลาน เพราะสีหน้าของตัวละครที่บูดบึ้งหรือมีกิริยาข่มขู่ ตะคอก จะทำให้เด็กเริ่มใจเสีย หวาดกลัวและร้องไห้ เมื่อเขาได้ดูบ่อย ๆ ภาพเหล่านั้นจะฝังอยู่ในหัวของเด็กทำให้ฝังใจกับจินตนาการอันน่ากลัว
  3. ภาพยนตร์ที่มีการถ่ายภาพระยะใกล้ ใบหน้าตัวแสดงในโทรทัศน์มีผลกระทบต่อเด็ก เพราะเด็กเล็กจะชอบดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้าเห็นใบหน้าถมึงทึง ตาเหลือกค้าง หน้าผีสยดสยองหรือใบหน้าที่แสดงออกถึงอารมณ์ไม่ปกติ ภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้กลัวโดยไม่มีเหตุผล หรืออาจชินชาต่อความเจ็บปวดและความหายนะของผู้อื่น ทำให้ขาดการเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างเพื่อนมนุษย์
  4. รายการที่มีเสียงประกอบดังรุนแรง บางรายการภาพอาจไม่เป็นพิษ แต่อาจมีเสียงที่เป็นพิษ เช่น เสียงกริ่งหรือกระดิ่งนาน ๆ เสียงร้องโหยหวนของปีศาจ เสียงไซเรนรถ หรือเสียงหวีดร้องเป็นต้น เสียงเหล่านี้อาจทำให้เด็กตื่นกลัวและเกิดอารมณ์วุ่นวายสับสนได้

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทำคือ การตั้งรหัสผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟนเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเข้าไปเล่นหรือดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ตามอำเภอใจ การสอนลูกให้เรียนรู้และสร้างพฤติกรรมที่ดีในการอยู่กับจอไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเริ่มขัดเกลาตั้งแต่ยังเด็ก และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย เพราะผู้ใหญ่เองเป็นรายการโทรทัศน์สุดโปรดที่ลูกติดตามมากที่สุด

สรุป

จะเป็นอย่างไรหากเด็กๆ เติบโตขึ้นมากับ “สาร” ต่างๆ ที่ส่งผ่านมาทางสื่อหน้าจอที่มีการทะเลาะ ด่าทอ เกรี้ยวกราด ลามกหรือการตีรันฟันแทง สิ่งที่เราสามารถป้องกันเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตได้คือการสอนให้รู้จักแยะแยะและเข้าใจสื่อให้มาก เพื่อให้เกิดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และแยกแยะความเป็นจริงกับความสมมติในเนื้อหาได้ เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์และมีสุขภาพจิตที่ดีในอนาคต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก Sook Publishing
งานเสวนาในหัวข้อ “มิติด้านสื่อเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมสุขภาวะ”
บทความ ‘ACP’ ตัวช่วยดึงเด็กไทยออกจากหน้าจอ
และเตือน!! ลูกติดหน้าจอ เป็น `ออทิสติกเทียม`

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

a boy holding open book

วิธีปลูกฝังให้ลูกรักอ่าน

การอ่านไม่ใช่แค่เพียงอ่านออก หรืออ่านได้ แต่จะต้องทำให้ผู้อ่านเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดกระบวนการเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น การฟัง การพูด การเขียน การวิเคราะห์ สังเคราะห์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Hand holding books
Books

จากการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-2552 ของกรมอนามัยพบว่า เด็กไทยมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเฉลี่ยร้อยละ 20 โดยล่าสุดปี 2557 เฉลี่ยร้อยละ 38.2

วิธีที่สามารถพัฒนาทักษะภาษาให้ดีขึ้น
คือการอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง 

อาจารย์พรอนงค์ นิยมค้า โฮริคาวา นักเขียน นักแปลนิทาน ได้กล่าวถึงหนังสือเอาไว้ว่า “…หนังสือไม่ได้สร้างให้เด็กฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างเด็กให้มีจิตใจที่ดีอีกด้วย…”

“…เวลาพูดถึงหนังสือหรือการเรียนจะนึกถึงคำพูดที่ว่า ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ คงไม่มีใครบอกได้ว่า ความมหัศจรรย์ของการอ่านมันจะสั่นสะเทือนขนาดไหน แต่ว่า ณ ตอนนี้มันไม่มีข้อสงสัยหรอก เพราะว่ามันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันดี…”

Kids Hand holding Yellow flowers
Yellow flowers

พญ.ชมพูนุท โตโพธิ์ไทย กรมอนามัย กล่าวถึงความสำคัญของหนังสือและการอ่านซึ่งอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้าน โดยได้นำกรอบแนวคิด 4 H มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กปฐมวัย คือ 1. Health ด้านสุขภาพ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการที่สมวัย 2. Head ด้านสติปัญญา การพัฒนาการด้านสมองทั้ง IQ และ EQ 3. Heart ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม 4. Hand ด้านทักษะความสามารถ ซึ่งการอ่านจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

เด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูก ๆ ชอบอ่านหนังสือจึงต้องทำหน้าที่ค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านไม่มีสูตรตายตัว 

เทคนิคการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน

  • อ่านเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ สนุกสนาน เด็กจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ
  • เลือกเวลาที่เหมาะสม ให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ก่อนนอน
  • พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกเห็น และถ้าตอนไหนน่าสนใจ ควรอ่านออกเสียงดังให้ลูกได้ยินเพื่อให้เขามีส่วนร่วม หรือใช้หนังสือปริศนาคำทายดึงความสนใจ
  • อ่านเรื่องแปลกใหม่ ที่เขายังไม่เคยเจอหรือได้ยินจากโรงเรียน
  • สังเกตเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ แล้วอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่านให้ฟัง
  • อ่านหนังสือที่ลูกชอบ แล้วตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้ความคิด ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยแอบสอดแทรกความคิดเห็นและอธิบายสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
  • เล่าเรื่องผิด ๆ ถูก ๆ ในบางตอนของหนังสือเล่มโปรด ช่วยกระตุ้นสมองของลูกให้ทำงาน ทั้งทางด้านความคิดและความทรงจำ รวมถึงฝึกการใช้ภาษาในการโต้แย้งกับพ่อแม่
  • แต่งเรื่องนิทานขึ้นมาเอง ลองให้ลูกเป็นตัวเอก เพราะเด็กเล็กมักจะชอบฟังเรื่องที่มีตัวเขาเป็นผู้แสดง หรืออาจจะแต่งเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย
  • อ่านหนังสือกับลูกทุกวันและพยายามชวนคุยถึงรูปภาพ สี รูปร่าง จำนวน และคำต่าง ๆ ในหนังสือ หรือหากหนังสือไม่มีภาพ พ่อแม่อาจใช้งานศิลปะง่าย ๆ เช่น แป้งปั้น หรือสีแท่งโต ๆ วาดภาพ ขณะที่อ่านและคุยกับลูก
Girls reading
Girls reading

สรุป

ในยุคที่การเติบโตของสื่อดิจิทัลที่รุกคืบพื้นที่การอ่านมากขึ้น อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองหันมาสนใจการอ่านให้มากกว่าการหยิบยื่นเทคโนโลยีใส่มือของลูกน้อย เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ มีความรู้ ความคิด และสามารถวิเคราะห์แยกแยะได้อย่างเป็นระบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers