เพิ่มกิจกรรมทางกาย ง่ายๆ เพียงแค่เดิน

ในอดีตเราอาจคุ้นชินกับคำว่า ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันเราต้องทำความรู้จักกับศัพท์ใหม่ นั่นคือคำว่า “กิจกรรมทางกาย” ที่นับรวมทุก ๆ กิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเราได้เคลื่อนไหว ออกแรง ทั้งระดับเบา ปานกลาง และหนัก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

จากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศโดยสถาบันวิจัยและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ในปี 2557 กลุ่มวัยเด็กมีกิจกรรมทางกายลดลงจากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 63.2 ในขณะที่กลุ่มวัยอื่นมีอัตราเพิ่มขึ้น

“กระแสวิ่ง กระแสการหันมาออกกำลังกายอยู่กับวัยทำงาน แต่ในอดีตเด็กทุกคนอยากจะออกกำลังกาย เลิกเรียนแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากเล่นต่อ แต่ปัจจุบันเด็กอยากรีบกลับบ้าน เพื่อเล่นเกม ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกดีกับการขยับร่างกาย”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กไทย ในขณะที่วัยทำงานพร้อมจะจ่ายเงินจ้างโค้ช ซื้อรองเท้า เพื่อจะทำให้ตัวเองได้ขยับ แต่วัยเด็กที่ควรขยับกลับไม่ได้ขยับ โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นผู้นำในการสนับสนุนให้เกิดการกิจกรรมทางกายให้เกิดขึ้นกับเด็ก

กิจกรรมทางกาย หรือ Physical Activities ความหมายทางวิชาการคือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถ้าได้กระทำสม่ำเสมอจะเป็นพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ และมีผลต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย แต่หากจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย กิจกรรมทางกายก็คือ การขยับทุกอย่างตั้งแต่เราตื่นจนถึงเราเข้านอน หรือถ้าจะให้อธิบายให้ง่ายเข้าไปอีก กิจกรรมทางกายก็คือ “การขยับ” นั่นเอง

กิจกรรมทางกายแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ

  • กิจกรรมทางกายระดับเบา เช่น การยืน การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำงานบ้าน
  • กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว การปั่นจักรยาน คือกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยปานกลาง มีระดับชีพจร 120-150 ครั้ง ระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • กิจกรรมทางกายระดับหนัก เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การเล่นกีฬา คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป โดยที่ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้

นอกจากกิจกรรมทั้ง 3 ระดับแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่ำทีเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Behavior ) เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การนั่งคุยกับเพื่อน การนั่งหรือนอนดูโทรทัศน์ ที่ไม่รวมการนอนหลับ ซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งส่งผลกระทบต่อเด็กไทยและมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปี ข้างหน้า จะมีเด็กทไยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน

เด็กที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NSDs มากกว่าเด็กปกติ และยังมีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับเด็กที่โรงเรียนจึงเป็นการดี เพราะมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพียงสอดแทรกการเคลื่อนไหวในช่วงสั้น ๆ เพียง 3-5 นาที ก่อนเริ่มเรียน หรือระหว่างชั่วโมงเรียน หรือช่วงพักเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนและมีการจดจำที่ดีขึ้น

การส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างง่าย ๆ แต่ทำเป็นประจำจนกลายเป็นนิสัย ซึ่ง “โรงเรียน” เป็นหน่วยงานที่เกื้อหนุนในการปลูกฝังทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีในการดำเนินชีวิตให้กับเด็ก “กิจกรรมรักเดิน” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่โรงเรียนสามารถนำไปใช้เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดจากความเนือยนิ่งของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนภายในห้องมีดังนี้

กิจกรรมรักษาความสะอาด

  1. ยกเก้าอี้ไปไว้ด้านข้าง ๆ ห้อง แล้วจินตนาการว่ามีเส้นอยู่ตรงกลางห้อง
  2. นำวัตถุนิ่ม ๆ เช่น บอลฟองน้ำ กระดาษใช้แล้วขยำเป็นก้อนกลม ให้นักเรียนถือไว้ขว้าง
  3. แบ่งนักเรียนเป็นสองฝั่ง ให้นักเรียนเริ่มต้นขว้างข้ามเส้นกลางห้อง เป้าหมายคือ ขว้างออกไปยังด้านตรงข้าม
  4. เมื่อครู่สั่งว่า “หมดเวลา” ฝ่ายที่สะอาดที่สุด (มีขยะน้อยกว่า) เป็นฝ่ายชนะ แต่ละครั้งใช้เวลา 2-3 นาที

กิจกรรมเขียนชื่อนักเรียน

  1. สมมติให้นิ้วชี้เป็นปากกาหรือดินสอ ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวใหญ่ ๆ ในอากาศ
  2. ใช้อวัยวะส่วนอื่นแทนปากกาหรือดินสอบ้าง เช่น ข้อศอก หัวเข่า หัวแม่เท้า เอว สะโพก ก้น ศีรษะ อย่าลืมว่าต้องเปลี่ยนข้างกันบ้าง

กิจกรรมสัญชาตญาณสัตว์

เรียกนักเรียนออกมาคนหนึ่ง ให้ขานชื่อสัตว์แล้วให้เพื่อนทำท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดนั้น ให้นักเรียนเปลี่ยนกันเป็นผู้นำไปรอบ ๆ ห้อง จนกว่านักเรียนทุกคนได้ขานชื่อสัตว์ครบทุกคน

การมีกิจกรรมทางกายต้องเริ่มจากวัยเด็กสู่ทุกช่วงวัย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยั่งยืน และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)