รีวิวเมนูของท่านเล่น ที่ The Pizza Company

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นสำคัญของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company) คือ การขยายเมนูเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สลัด ไก่บาร์บีคิว พาสต้า ของทานเล่น ฯลฯ ที่มีมากกว่า 20 ชนิด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ร้านอาหารแฟรนไชส์พิซซ่ามีภาพลักษณ์ของร้าน Fast & Junk Food ในทันที

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นอกเหนือจากเมนูพิซซ่าสุดฮิตที่หลายคนนิยมสั่งแล้ว ก็ยังมีของทานเล่นอื่นๆ ที่ยังเป็นจุดขายให้กับเดอะ พิซซ่า คอมปะนีอีกมากมาย และวันนี้เราจะมาเปิดเมนูของทานเล่นประจำเดอะ พิซซ่า คอมปะนี กัน

ปีกไก่บาร์บีคิว

หนึ่งในเมนูยอดฮิตตลอดกาลคือ ปีกไก่บาร์บีคิว ที่มีรสชาติเป็นมาตรฐานที่ไม่ว่าใครได้ลิ้มลองก็ต้องติดใจ

ราคาเริ่มต้นที่ 149.- บาท 6 ชิ้น แต่หากยังไม่จุใจ สามารถสั่ง 10 ชิ้นในราคาเพียง 219.- บาท

นอกจากนี้เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ก็ยังขยายเมนูไก่โดยเพิ่มรสชาติให้เป็น ปีกไก่กรอบราดซอสเกาหลี และเอาใจสายแซ่บซี๊ดด้วย ซอสสไปซี่เกาหลีอีกด้วย ซึ่งราคาก็เท่ากับรสชาติบาร์บีคิวดั้งเดิม

นอกจากนี้ยังมีเมนูทานเล่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกชุบแป้งทอด ปลาชุบเกล็ดขนมปังทอด พิซซ่าพัฟ และอีกมากมาย

หอยลายอบชีสและขนมปังกระเทียม

อีกหนึ่งเมนูที่น่าจะมาเอาใจสายซีฟู้ดคือ หอยลายอบชีสเสริฟพร้อมขนมปังกระเทียมร้อนๆ ชีสเต็มคำเยิ้มๆ

แนะนำให้รับประทานตอนที่กำลังร้อนๆ จะทำให้รสชาติของชีสเข้มข้นมากๆ เพียงแค่ปลายช้อนตักจ้วงเข้าไป ชีสและหอยก็ทะลักล้นออกมาพร้อมให้ลิ้มลองอย่างเต็มคำ

รสชาติของชีสเยิ้มๆ และหอยลายที่อัดแน่นเป็นที่ถูกใจสายเลิฟชีสแน่ๆ แต่หากใครที่รู้สึกว่าเลี่ยนเกินไป ก็สามารถหยิบขนมปังกระเทียมมารับประทานแกล้มเพื่อตัดรสชาติได้

ราคาของเมนูหอยลายอบชีสและขนมปังกระเทียมอยู่ที่ 159.- บาท จะได้หอยลายอบชีส 3 ที่ และขนมมปังกระเทียม 6 ชิ้น ถือว่ากำลังดี

น้ำมะม่วงลิ้นจี่ปั่น

นอกจากนี้ เมนูเครื่องดื่มที่หลายคนนิยมสั่งก็หนีไม่พ้นน้ำอัดลม แต่อยากจะแนะนำน้ำมะม่วงลิ้นจี่ปั่นเสียหน่อย เพราะมันดีย์งามมากกก ด้วยรสชาติของมะม่วงสุกปั่นที่หวานๆ ตัดกับลิ้นจี่ที่ออกเปรี้ยว ทำให้เครื่องดื่มเมนูนี้ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว และเป็นอีกหนึ่งเมนูที่กลมกล่อมมากๆ ราคาของเมนูนี้อยู่ที่แก้วละ 99.- บาทเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ได้คุ้มค่ากับรสชาติมากๆ ครับ

สรุปแล้ว การเข้าร้านพิซซ่า ไม่จำเป็นต้องรับประทานพิซซ่าอย่างเดียว แต่ยังมีเมนูเครื่องเคียงอื่นๆ ที่ยังสามารถสร้างสีสันบนโต๊ะอาหารได้เป็นอย่างดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

บางกะเจ้า เกาะเทียมที่เรียกกันว่า กระเพาะหมู หรือที่ได้รับขนานนามว่า “ปอดสีเขียวของกรุงเทพ” แม้ว่าจะอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการก็ตาม สถานที่แห่งนี้มีความร่มรื่นและเต็มไปด้วยธรรมชาติ ทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงฯ ในวันหยุด เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย สวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ แต่อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนปอดของคนกรุงเทพฯ คือ “สวนน้าอ๊อด”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า ตั้งอยู่ที่ซอยเพชรหึงษ์ 57 ถนนเพชรหึงษ์ ตำบลบางกะเจ้า ถือเป็นหนึ่งในจุดพักของสายปั่นจักรยาน เพราะมีทั้งเครื่องดื่ม กาแฟ ชา และอาหารหลักเอาไว้ให้ผู้ที่ผ่านมาได้ใช้เวลาพัก รวมถึงบรรยากาศของร้านอาหารภายใต้คอนเซ็ปต์ สวนเกษตร ทำให้เต็มไปด้วยพืชนานาชนิด

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

ปรภ เดินทางมาพักผ่อนที่บางกะเจ้าในวันหยุด และด้วยป้ายของร้านสองข้างทางทำให้ปักหมุด GPS ตามมาอย่างไม่ลังเล โดยระหว่างทางที่มาจะเห็นสายปั่นจักรยานสวนทางมาไม่ขาดสาย พอมาถึงหน้าร้านก็พบกับป้ายใหญ่ของร้าน และที่สะดุดตาที่สุดคือคำว่า “ไม่แพงอย่างที่คิด” ซึ่งก็เป็นความจริง

ไม่แพงอย่างที่คิด หลายคนอาจมองว่า อาหารจะให้มาน้อยหรือเปล่า แต่ผู้เขียนขอยืนยันเลยว่า สวนน้าอ๊อดจัดเต็มกับวัตถุดิบมาก ทุกอย่างล้วนมีคุณภาพ ถูกคัดสรรมาอย่างดี โดยเมนูแรกที่เราสั่งมาคือ ผัดซีอิ๊วทะเล เส้นใหญ่นุ่ม ปลาหมึกจัดมาให้เต็ม รสชาติเข้มข้น ปลาหมึกและหอยสดมาก แถมยังมีกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อยได้อย่างดี

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
ผัดซีอิ๋วทะเล
ข้าวผัดทะเล
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
ผัดกะเพราคอหมูย่างราดข้าว

เมนูที่สองตามมาติดๆ โดยไม่ต้องรอนานคือข้าวผัดทะเลและผัดกะเพราคอหมูย่างราดข้าว รสชาติดีไม่แพ้กับผัดซีอิ๊ว แม้สีของคอหมูย่างจะแดงเพราะความเผ็ด แต่รสชาติที่แตะลิ้นก็ทำให้วางช้อนไม่ลงเลยจริงๆ

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
เส้นหมี่หมูย่าง น้ำจิ้มแซ่บ

จานสุดท้ายล้างปาก เส้นหมี่หมูย่าง น้ำจิ้มแซ่บ มาพร้อมผักเครื่องเคียงทำให้รสชาติกลมกล่อม บวกกับน้ำจิ้มที่มาเสริมเติมให้มีสีสันและราคาเพียง 80 บาท ทำให้ปรภอิ่มแน่นหนังท้องตึง

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

นอกจากอาหารเด็ดแล้วยังมีเครื่องดื่มมากมายสำหรับแขกหลากหลายที่แวะเวียนกันมา ทั้งยังมีจักรยานให้บริการสำหรับปั่นในเส้นทางแห่งธรรมชาติอีกด้วย

รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า
รีวิวร้านอาหาร: สวนน้าอ๊อด บางกะเจ้า

สำหรับสวนน้าอ๊อด ที่วางจุดขายเป็นสวนเกษตรราคาไม่แพงอย่างที่คิดต้องบอกเลยว่า สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่แวะเวียนมาได้อย่างแน่นอน ใครที่มาพักผ่อนยังปอดกรุงเทพฯ แห่งนี้อย่าลืมปักหมุดสวนน้าอ๊อดนะครับ ^^

สวนน้าอ๊อดบางกะเจ้า เปิดเฉพาะวันศุกร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ (064) 946-9453, (097) 929-5566
Line : @suannaodd คลิก https://goo.gl/rbSfKA

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตทุกฤดูกาล

อาหารเป็นพิษ เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้อธิบายอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ รวมไปถึง อาหารที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างมื้อและไม่ได้แช่เย็น ซึ่งอาจจะทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้

อาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น หากมีอาการถ่ายบ่อย หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อย อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ หรือรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตก็ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

การป้องกันโรคอาการเป็นพิษจึงเป็นอีกสิ่งที่ต้องตระหนัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีอาการแล้ว คุณจะหมดความสุขในการกิน

  1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
  2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
  3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ
  4. ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
  5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
  6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
  7. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำ
  8. ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของพื้นที่การปรุงอาหาร
  9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  10. ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร

แล้วจะทำยังไง ถ้ามีอาการอาหารเป็นพิษเมื่อไปเที่ยว? 

เพราะในบางครั้งเราอาจหลงลืม หรือพลาดกันได้ และยามที่ไปท่องเที่ยวในที่ห่างไกลชุมชน ทำให้ต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือดูแลรักษาตนเองตามอาการ โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการรักษาโรคอาหารเป็นพิษมักจะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ 

ควรดื่มน้ำเปล่า และจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ 

ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย แต่หากมีอาการอาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำและมีไข้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผงเกลือแร่ (ORS) เป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่ควรมีติดเอาไว้ในกล่องปฐมพยาบาล

เกร็ดความรู้

โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT)

เกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ซึ่งเครื่องดื่มเกลือแร่ก็จัดเป็นอาหารในหมวดเครื่องดื่ม มีสัดส่วนของเกลือแร่และน้ำตาลไม่เท่ากับโออาร์เอส และใช้ชดเชยน้ำและเกลือแร่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น

10 เมนูที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

  1. ลาบ/ก้อยดิบ
  2. ยำกุ้งเต้น
  3. ยำหอยแครง/ยำทะเล
  4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. อาหาร หรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด
  6. ขนมจีน
  7. ข้าวมันไก่
  8. ส้มตำ
  9. สลัดผัก
  10. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

ไม่ใช่ว่าห้ามรับประทาน แต่เมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และขอให้หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ เพื่อป้องกันอาการของโรคอาหารเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือคู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน

Wok-Station

Wok Station สถานีตามใจสั่ง

กินอะไรดี? คำถามโลกแตกที่แม้แต่คนถามก็ไม่อยากตอบ เพราะมันเป็นคำถามที่ตอบยากยิ่งกว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน มักเป็นคำถามที่เมื่อถูกถามแล้วจะได้คำตอบว่า “อะไรก็ได้” … แต่ในความจริงแล้วนั้น … “มันไม่ใช่อะไรก็ได้” จนหลายต่อหลายครั้งก็จบลงที่ร้านอาหารตามสั่ง เพื่อไปยืนคิดเมนูที่หน้าร้านอีกประมาณ 10 นาที แล้วก็เลือกสั่งเมนูที่สิ้นคิด … “กะเพราหมูสับราดข้าวจานนึงครับ”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Wok Station
Wok Station
Wok Station
Wok Station

แม้ว่ากะเพราจะเป็นเมนูสิ้นคิด แต่เอาเข้าจริงๆ ข้าวราดผัดกะเพราเป็นเมนูที่ขายดีติดอันดับต้นๆ ในร้านอาหารตามสั่ง โดยเฉพาะบางคนที่สั่งแม่ครัวแบบมีรายละเอียดยาวเหยียดเหมือนเรียงความ เช่น

“ข้าวร้าดกะเพราหมูชิ้น เผ็ดน้อยใส่พริกแค่สองเม็ดไม่ต้องทุบ ไม่เอากระเทียม ขอน้ำเยิ้มๆ ไข่ดาวไม่สุกแต่ขอบกรอบ” เป็นต้น

ซึ่งกรณีที่เราสั่งปากเปล่าอาจจะทำให้แม่ครัวถึงขั้นขว้างกระทะออกมาต้อนรับเลยก็ได้ แต่ด้วยความที่ร้านอาหารตามสั่งอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยทำให้เราสามารถใส่รายละเอียดได้เกือบทุกอย่างที่เราอยากจะกิน (แต่ก็ไม่รับประกันว่าแม่ครัวจะทำให้ได้หรือเปล่านะ)

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สังคมเมืองขยายตัวออกมามากขึ้น Wok Station จึงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นร้านอาหารผัดจานเดียวสไตล์ Asian Street Food ที่เน้นความง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติของร้านอาหารตามสั่ง ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกรายละเอียดต่างๆ มาผสมเข้ากันเป็นเมนูตามใจสั่ง โดยเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่รสชาติ วัตถุดิบพื้นฐาน วัตถุดิบหลัก และท็อปปิ้ง ที่มีหลากหลายมากมายตั้งแต่เนื้อหมูธรรมดา ไปจนถึงกุ้งล็อบสเตอร์เลยทีเดียว

Wok Station
Wok Station

พนักงานของ Wok Station สถานี (สาขา) สุขุมวิท 101 ที่ True Digital Park เล่าว่า คนจะเยอะในช่วงเวลาพักเที่ยง หรือชั่วโมงเร่งรีบ และถึงแม้ว่าลูกค้าจะเยอะแน่นร้านก็ไม่เป็นอุปสรรคทำให้ลูกค้าหงุดหงิดใจ ด้วยตัวร้านที่ประกอบไปด้วยกระจกใสทั้งบานทำให้ร้านดูโล่ง โปร่งสบาย ครัวที่มีเพียงกระจกใสบางๆ กั้นอยู่ทำให้ลูกค้าสามารถชมกระบวนการทำอาหารของแม่ครัว/พ่อครัวได้อย่างใกล้ชิด 

Wok Station
Wok Station
Wok Station
Wok Station

ไฟจากเตาที่เกิดจากการปรุงอาหารสามารถเรียกความตื่นตาตื่นใจให้กับฝูงชนและสามารถคลายความหิวได้อย่างน่าอัศจรรย์

Wok Station
Wok Station

นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะโฆษณาเกินจริงหรือแอบใส่ผงชูรสอย่างแน่นอน ทางด้านของราคาเมนูตามสั่งก็ไม่ไกลเกินฝัน มีตั้งแต่โปรโมชั่น 1 แถม 1 (สั่งทางออนไลน์) โปรโมชั่นประจำวัน หรือจะเลือกสั่งจากราคามนุษย์เงินเดือนไปจนถึงราคาเมนูตามสั่งสุดหรูกว่า 600 – 700 บาท โดยสามารถเลือกวัตถุดิบที่ต้องการใส่ลงไปในเมนูตามใจสั่งที่มีให้เลือกสรร

Wok Station
Wok Station

ความง่ายของเมนูกะเพราดังที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นไม่ใช่เมนูสิ้นคิดเพียงอย่างเดียวที่หาได้จาก Wok Station แต่ที่นี่ยังมีอีกหลากหลายเมนูง่ายๆ ไปจนถึงระดับยากให้เลือก เช่น ราดหน้า เส้นอุด้ง ใส่กุ้งล็อบสเตอร์ หอยเชลล์ฮอกไกโก เห็ดรวม เพิ่มไข่ปลาแซลมอน ก็ทำได้ เพราะนี่คือหนึ่งในจุดขายของร้าน ที่ทุกคนสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการจะกินได้ตามใจสั่ง แต่หากอยู่ในชั่วโมงเร่งรีบหรือต้องการความสะดวกรวดเร็วทางร้านก็มีเมนูให้เลือกสรรมากมาย ซึ่งรสชาติของแต่ละเมนูเราก็สามารถเลือกกำหนดได้เช่นกัน นอกจากนี้ทุกเมนูที่ปรุงออกมาถูกสร้างสรรค์ด้วยพ่อครัว/แม่ครัวมากฝีมือที่จะทำให้ทุกคนลืมร้านอาหารตามสั่งทั่วไปแล้วนึกถึง Wok Station เมื่ออยากกินเมนูตามใจแน่นอน

Wok Station
Wok Station
Wok Station
Wok Station

การดึงเอกลักษณ์ของร้านอาหารตามสั่งมาผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมในปัจจุบันทำให้ Wok Station เป็นอีกหนึ่งร้านที่สะดวกสบายกับการชำระค่าอาหารด้วย true money wallet รวมไปถึงการเข้าร่วมกับแอปพลิเคชันสั่งอาหารทางออนไลน์ที่หลายคนเลือกใช้ก็มีโปรโมชั่นลดราคา หรือซื้อ1 ฟรี 1 เป็นประจำ และที่สำคัญ พนักงานร้าน Wok Station สาขา สุขุมวิท 101 หรือ True Digital Park ยังแอบกระซิบบอกด้วยว่า บางวันเมนูที่สั่งมาทางแอปพลิเคชันก็ขายดีกว่าคนที่เดินเข้ามากินที่ร้านอีกด้วย

ปักหมุดจุดหมาย Wok Station

Wok Station (วอค สเตชัน) เป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารภายใต้บริษัท ดัคดาลบี้ กรุ๊ป จำกัด นำโดยคุณ ปรียาวรรณ ตันตสุรฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป จำกัด ที่ต้องการผลักดันแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติไทยให้ผงาดสู่ตลาดระดับโลก ปัจจุบัน Wok Station เปิดให้บริการแล้ว  5 สาขา ได้แก่ สาขา สนามบินดอนเมือง สาขาอเวนิว เมเจอร์รัชโยธิน สาขาสุขุมวิท 101 (True Digital Park) สาขาถนนข้าวสาร สาขาซีพีทาวเวอร์สีลม (C.P. Tower Silom) และจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกต่อไปในอนาคต

• • •

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.facebook.com/wokstation.th

• • •

Wok Station
Wok Station
Wok Station
Wok Station
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบโดย porraphat.com

บทความน่าอ่านต่อ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Man sitting on chair underwater with floating bottles

งานเลี้ยงที่ไร้แอลกอฮอล์

หลายคนอาจคุ้นหูกับประโยคที่ว่า “เหล้าเป็นตัวนำในการเข้าสังคม” เพราะงานบุญประเพณี งานรื่นเริงหรืองานเลี้ยงฉลองส่วนใหญ่มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวชูโรงให้ผู้คนมาพบเจอกัน แต่นั่นเป็นเพียงความคิดหรือมายาคติที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งการจัดงานเลี้ยงที่ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำได้ หากทุกคนหนักแน่นที่จะจัดมันขึ้นมา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
silver disco ball
Disco Ball

“…งานเลี้ยงหากไม่มีเหล้ามันจะไปสนุกอะไร…” วลีฮิตที่หลายคนมักพูดติดปากเมื่อไปร่วมงานเลี้ยงฉลองงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบุญบั้งไฟ งานบวช งานเลี้ยงวันเกิด รวมไปถึงงานมงคลสมรสหรืองานแต่งงาน เพราะสังคมในยุคปัจจุบันมองว่า “ต้อง” ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการดื่มเฉลิมฉลองงานเลี้ยง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความคิดชุดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมทางสังคม

“…แอลกอฮอล์เป็นสิ่งเสพติดที่อันตรายที่สุด เพราะผลเกิดจากการดื่มกระทบรวมไปถึงสังคมเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อย…”

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพผู้ดื่มแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม เพราะในการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละครั้ง ส่งผลกระทบไปยังคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นหากลดการดื่มได้ ก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลง

การดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม อาจเป็นการดื่มเหล้าเพื่อทำลายสังคม เพราะผลกระทบจากการดื่มนั้นมีมากกว่าประโยชน์แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร หากจัดงานที่ปลอดเหล้า?

Monk in Cambodia
Monk

งานบุญปลอดเหล้า

การบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ครอบครัวชาวพุทธแสดงความยินดี หลายครั้งจึงมีการจัดงานเลี้ยงฉลองก่อนวันเข้าอุปสมบทด้วยการจัดโต๊ะจีน เชิญเพื่อนบ้านและเครือญาติมาร่วมแสดงความยินดี โดยการใช้ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เป็นตัวเรียกแขก จึงเกิดเป็นคำถามว่า “หากจัดงานบุญไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีผู้มาร่วมงานหรือไม่?”

จากประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านการจัดงานบวชปลอดเหล้า นายเชาวลิต เนียมศร เล่าให้ฟังว่า ตนตั้งใจเพียงแค่บวชให้กับพ่อแม่ จึงอยากจะจัดงานบวชปลอดเหล้า แต่พอใกล้วันงานก็มีญาติมาถามว่า “…ทำไมถึงไม่มีเหล้า หากไม่มีก็จะไม่มาร่วมงานนะ…” ซึ่งตนมองว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ต่อให้ถูกตำหนิก็ไม่สนใจ และงานบวชปลอดเหล้าก็ดำเนินการผ่านมาอย่างราบรื่น ถือเป็นงานบุญที่ไม่มีสิ่งอบายมุขมาปนเปื้อน ถือเป็นการบวชที่ได้บุญอย่างเต็มที่

clear drinking glass filled with brown liquid
Alcohol Drink

สุราเมรยมัฌชปะมาทัตถานาเวรมณี

“…ผมมองว่าศีลข้อ 5 เป็นศีลข้อที่ดีที่สุด เพราะหากเรารักษาศีลข้อนี้ได้ก็จะรักษาศีลข้ออื่นได้เช่นกัน เพราะหากเราดื่มเหล้าจะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ผิดบาป อาจเป็นการทำร้ายเพื่อน ลักเล็กขโมยน้อย พูดโกหก หรือไปผิดลูกผิดเมียคนอื่น ดังนั้นการรักษาศีลข้อ 5 จะช่วยยับยั้งให้รักษาศีลข้ออื่นได้เช่นกัน…” นายเชาวลิต กล่าว

พระปัญญานันทมุณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เล่าถึงครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช ที่ไม่มีการลงทุน ไม่มีงานเลี้ยงฉลอง เมื่อเทียบกับการบวชในปัจจุบันมีการลงทุนกว่า 2-3 แสน จัดงานเพื่อเรียกร้องหาเบียร์หาเหล้า แต่กลับไม่มีใครเรียกร้องหาคำว่า “บวช” ที่แท้จริงที่แปลว่า “งดเว้น” การบวชคือการงดเว้นไม่ทำให้ตัวเองตกต่ำ ผู้ที่มาร่วมงานบวชก็ควรละเว้นอบายมุข เพราะถือเป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ใน “อุบาย”

Monk
Monk

รวมถึงการไปร่วมพิธีปลงผมนาคที่แสดงให้เห็นว่าถึงการละ หรือตัดของที่ตนหวงแหนได้ การตัดภาระ ตัดโกรธ ตัดโลภ ตัดหลง ตัดอิจฉาพยาบาท ตัดน้ำเมาและสิ่งเร้า ผู้ที่มาร่วมพิธีจะต้องตัดให้ได้เช่นเดียวกับนาค หากผู้ที่ยังละไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะไปร่วมตัดหรือโกนหัวให้นาค

“…ผู้ที่มาบวชก็คือเป็นผู้เป็นคนแล้ว โกนหัวก็เป็นนาคแล้ว ประเสริฐแล้ว ญาติโยมมาร่วมบวชก็คือผู้ที่มาร่วมให้การบวชเป็นการบูชาต่อพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การมาย่ำยี แล้วมาจัดขบวนกันใหญ่โตมโหฬาร อยากให้หยุดสิ่งเหล่านั้น ถ้างานบวชหยุดสิ่งที่เป็นอบายมุขทั้งหลาย ท่านได้บุญแล้ว ยิ่งถ้าท่านเป็นคนฝึกฝนตนเองให้อยู่สมกับการบวช งดเว้นที่ควรงดควรเว้นได้ ท่านก็เป็นผู้ที่ประเสริฐในการบวชแล้ว ขอให้การบวชจงเป็นการบวชที่บริสุทธิ์ สิ่งที่แอบแฝงทั้งหมดไม่ใช่วิถีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่เคยมีคำสอนไว้ ให้เห็นว่าการบวชคือการมั่วสุม…”

Celebration
Celebration

จากงานบวช สู่งานแต่งปลอดเหล้า

หลังจากจัดงานบวชปลอดเหล้าก็มาต่อกันที่การจัดงานแต่งงานที่ปลอดเหล้า ซึ่ง เชาวลิต บอกว่ามันเป็นอะไรที่ยากกว่างานบวช เพราะตอนบวชยังอ้างการเข้าสู่ทางธรรม การรักษาศีลได้ แต่พอถึงงานแต่งงานที่เป็นงานเลี้ยงรื่นเริงจึงมีอุปสรรคเล็กน้อย

หลังจากที่ประกาศออกไปว่าจะแต่งงาน และจัดงานเลี้ยงที่ปลอดเหล้าทำให้เกิดการตั้งคำถามกันในหมู่เครือญาติว่า “…ทำไมถึงไม่เลี้ยงเหล้า? รู้หรือไม่ว่าเหล้าเป็นตัวนำในการเข้าสังคม?…”

สิ่งที่ผมตอบกลับไปคือการยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นว่าไม่ต้องการให้งานแต่งงานมีเหล้า แต่สัญญาว่าจะจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ อย่างเต็มที่ ไม่ให้แขกผู้มาร่วมงานต้องผิดหวังแน่นอน

“…งานแต่งเป็นงานมงคล ไม่ควรนำสิ่งอัปมงคลมายุ่งเกี่ยว และไม่ควรเริ่มชีวิตคู่ด้วยสิ่งอัปมงคล…”

“…ผมตั้งใจอยากเป็นแบบอย่างแนวทางให้กับวัยรุ่นว่า ไม่ต้องมีแอลกอฮอล์ก็เข้าสังคมได้ เพราะผมเชื่อว่ายังมีวัยรุ่นอีกหลายคนที่คิดอยากจะทำ แต่ยังไม่กล้าหรือคิดว่าไม่ควร จึงอยากให้กล้าชัดเจนและยืนยันอย่างหนักแน่นแบบผมครับ…”

Glass with pink blackground
Glass

สรุป

การอนุรักษณ์ประเพณีไทยถือเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่วัฒนธรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญหรืองานประเพณีต่างๆ ควรเป็นสิ่งต้องห้ามเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบของเด็กและเยาวชน ที่อาจจะกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่ในอนาคต การแยกอบายมุขต่างๆ ออกจากพระพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องให้ความร่วมมือ 

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากงานเสวนาวิชาการ “ต้นสายปลายเหตุ ภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่คนไทยต้องแบกรับ” และงานเสวนา “บุญไม่เปื้อนบาป ถอดน้ำเมาจากงานบุญ”


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


very hungry man eats fast food

ฝึกกินอย่างมีสติและสมาธิ เพื่อสุขภาพที่สตรอง

การกินแบบ “Enjoy Eating” เป็นคำที่หลาย ๆ คนใช้เมื่อมีความสุข ความสนุก หรือความเพลิดเพลินกับการกิน แต่การกินอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่สตรอง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แข็งแรง

person doing Meditation outdoor
Meditation

“สติ” หมายถึง การระลึกได้ หรือการรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ส่วน “สมาธิ” หมายถึง ความตั้งจิตมั่น หรือแน่วแน่อยู่กับสิ่งนั้น ๆ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงาน หากเปรียบกับการหายใจ สติจะอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ส่วนสมาธิจะทำให้เรารู้แค่การหายใจเข้าออก โดยไม่รับรู้สิ่งอื่น ๆ ดังนั้น สติกับสมาธิจึงควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ หรือหากสรุปความให้เข้าใจง่าย การกินอย่างมีสติคือ การรับรู่ว่าเรากำลังกินอะไร ส่วนการตั้งสมาธิกับการกินคือ การตั้งใจในการกินโดยไม่วอกแวกกับสิ่งรอบข้าง

“…เคยไหมกับการที่กินทั้งที่ไม่หิว กินจนอิ่มท้องจะแตก กินไปคุยไป จนจำไม่ได้ว่ากินอะไรไปบ้าง…”

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการกินแบบขาดสติ และสมาธิ เป็นการกินที่เน้นให้ตัวเองมีความสุขโดยไม่ได้คำนึงถึงการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งถือเป็นการทำร้ายตนเองในทางอ้อมและเป็นหนึ่งในสาเหตุของความอ้วน

man with healthy lunch
healthy lunch

ฝึกกินอย่างมีสติ

การกินอย่างมีสติคือ การรับรู่ว่าเรากำลังกินอะไร รู้ว่ากำลังทำกิจกรรมอะไร ให้ความสำคัญกับกิจกรรมตรงหน้า รับรู้รสสัมผัสในปาก แยกแยะสิ่งที่กำลังกินด้วยสติ

  1. ฝึกกินตามเวลา ไม่ใช่ตามอารมณ์ ให้อดทนจากความอยากกิน
  2. อย่าตักไปกินไป โดยตักอาหารทั้งหมดที่จะกินใส่จาน กะปริมาณให้เหมาะสมตั้งแต่แรก
  3. ไม่ทำกิจกรรมอื่นขณะกิน อย่าดูทีวี เล่นมือถือ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งเบี่ยงเบนความสนใจไปพร้อมกัน
  4. ฝึกกินแบบนักวิจารณ์อาหาร ค่อย ๆ ละเลียด รับรู้รสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส เคี้ยวช้าๆ อย่ารีบเคี้ยวกลืน
  5. จิบน้ำเปล่าระหว่างมื้อ ควรมีน้ำเปล่าหนึ่งแก้ววางไว้ข้างจานเสมอ
  6. ฝึกเช็คที่ว่างในกระเพาะของตัวเอง ถามตัวเองเป็นระยะว่า ตอนนี้อิ่มแค่ไหนแล้ว หากอิ่มให้หยุดไม่ควรเสียดายฝืนกินต่อ
  7. อย่ากินอิ่มจนเกินพอดี ควรหยุดรับประทานเมื่ออิ่มได้ 8 ใน 10 ส่วนของท้อง
  8. เผื่อที่สำหรับของกินจุบจิบ ถ้าจะกินขนมหรือผลไม้ต่อหลังมื้ออาหาร ต้องเผื่อพื้นที่ในกระเพาะและโควตาแคลอรี่เอาไว้ให้ เพราะคนเราไม่ได้มีสองกระเพาะเพื่อแยกของคาวและของหวาน
  9. กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ธัญพืช เพราะจะเป็นการบังคับให้ต้องเคี้ยวนานขึ้น อีกทั้งอาหารเหล่านี้ยังอยู่ท้องอิ่มนานกว่าอาหารที่ไม่มีกากใย
  10. ฝึกนั่งสมาธิหรือโยคะ ช่วยให้มีสติในการใช้ชีวิตประจำวันทุกๆ ด้าน รวมถึงการกินด้วย
smile woman eating cereals
woman eating cereals

ฝึกสมาธิในการกิน

การตั้งสมาธิในการกิน คือการตั้งใจกินโดยไม่วอกแวกกับกิจกรรมอื่นๆ เมื่อมีสมาธิในการกิน เราจะแยกแยะได้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรกิน และเมื่อไหร่ที่แค่รู้สึกอยากกิน

  1. ฝึกจิตให้ผ่อนคลายจากอารมณ์ เพราะอารมณ์จะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้พฤติกรรมการกินแตกต่างจากอารมณ์ปกติ เช่น เมื่อมีอารมณ์หิวเราจะตักอาหารมากกว่าปกติ สิ่งที่ควรทำคือการถามตัวเองว่าในมื้อนี้มีความหิวมากน้อยแค่ไหน และร่างกายต้องการอาหารมากน้อยแค่ไหน ไม่ควรฝืนความต้องการของร่างกายและจิตใจ หากต้องการกินขนมหวานก็สามารถกินได้ แต่จะต้องรับรู้ถึงปริมาณที่กินเข้าไป ถามตนเองและแยกแยะระหว่างความหิวของร่างกายและความอยากอาหารของจิตใจให้ได้
  2. ตักอาหารทีละน้อยๆ ก่อนเข้าปาก อาจใช้ช้อนส้อมขนาดเล็ก หรือตะเกียบ การใช้อุปกรณ์การกินขนาดเล็กจะทำให้เราฝึกร่างกายให้ได้รับอาหารที่ช้าลง และได้รับปริมาณที่น้อยลงกว่าอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่
  3. ฝึกวิเคราะห์ส่วนประกอบของอาหารที่กำลังกิน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดไหน ผัก แป้ง น้ำมันแบบไหน ใส่เครื่องปรุงรสอะไรบ้าง มีวิธีการปรุงประกอบอย่างไร เพื่อรับรู้และเรียนรู้ถึงประเภทของอาหารที่เรากำลังกิน เพื่อเติมอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ให้กับตนเอง และลดปริมาณอาหารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายลง
  4. ฝึกกินอาหารให้ช้า เคี้ยวอาหารให้ละเอียด จากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่เคี้ยวและกลืนเร็วจะไม่ค่อยได้รับรู้ถึงชนิดและปริมาณอาหารที่กินเข้าไป ทำให้ได้รับปริมาณและสารอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ส่งผลให้เกิดไขมันสะสม น้ำหนักเพิ่ม ซึ่งในแต่ละคำควรจะเคี้ยวอาหารประมาณ 15-25 ครั้งก่อนจะตักคำใหม่
  5. ฝึกการรับรู้รสชาติของอาหาร ช่วยให้สมองและร่างกายวิเคราะห์ว่าชอบหรือไม่ชอบรสชาติอาหารนี้ ทำให้เรารู้ว่ามีนิสัยการกินรสชาติอาหารแบบไหนเป็นประจำ เพื่อเลี่ยงอาหารที่ส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ
  6. หลังการกินในแต่ละคำ ให้ฝึกวางอุปกรณ์ในการกิน เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและรับรู้ว่าร่างกายต้องการอาหารเพิ่มเติมหรือว่าเพียงพอแล้ว
  7. นั่งกินอาหารในที่สงบและไกลจากสิ่งรบกวน เลี่ยงการคุยกับเพื่อน คุยโทรศัพท์มือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะใส่ใจกับอาหารตรงหน้า และวิเคราะห์ถึงคุณค่าและพลังงานที่จะได้จากการกิน
  8. หลังกินอาหารเสร็จควรนั่งพัก 3-5 นาที ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และทำให้สมองกับจิตใจพร้อมที่จะมีแรงทำงานอย่างอื่นต่อไป
Vegetables
Vegetables

สรุป

เมื่อมีสติและสมาธิในการกินจะเกิดปัญญา เราจะรู้ว่ากำลังกินอะไร มีประโยชน์ต่อร่างกายแค่ไหน และควรกินเท่าไหร่ถึงจะพอดี การกินอย่างมีสติและสมาธิ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยให้เรากระจ่างรู้ และเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สตรอง และไม่เกิดโรคนั่นเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง

บทความน่าอ่านต่อ

wizard with text change people to eat vegetable in thai language

เปลี่ยนคนไม่กินผัก ให้ขาดผักไม่ได้

การที่จะเปลี่ยนจากคนที่ไม่กินผัก ให้หันมาขาดผักไม่ได้เป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่ง และค่อยๆ ปรับทีละนิด จนกระทั่งรู้สึกว่ากินผักอร่อย ย่อยง่าย แถมร่างกายก็สุขภาพดีอีกต่างหาก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
broccoli in dark blackground
Broccoli

ปรภ เป็นคนที่ไม่กินผักเลย ไม่ชอบกินผักมากๆ (เอ๊ะสรุปไม่กินเลยหรือไม่ชอบ) ก็คือกินผักได้บางชนิด แต่ส่วนมากถ้าหากเลือกได้ก็จะไม่กินแม้จะเป็นผักที่ตัวเองกินได้ (งงไหม? อย่า งงนะ) แต่พอโตขึ้นก็ถึงเวลาที่ต้องการกินผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ดังคำที่ว่า กินอาหารให้เป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหารในอนาคต ปรภจึงเริ่มจากพยายามกินผักง่ายๆ หรือเลือกกินผักที่ตัวเองพอกินได้ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบกินบรอกโคลี จึงพยายามหามากินทุกครั้งที่มีโอกาส และพยายามขยายไปยังผักอื่นๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกินผัก

องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่เริ่มกินผักและผลไม้อะไรสักอย่าง ชีวิตเราคงจะต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน

Fried Pumpkin with Egg
Fried Pumpkin with Egg

“…หากไม่ชอบกินผัก ก็ให้เริ่มจากผลไม้ที่คุ้นเคย หรืออาจเลือกกินฟักทอง แครอท หรือผักที่ไม่ใช่สีเขียวไปก่อนก็พอจะทดแทนกันได้…”  อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยไม่กินผัก และได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนมากินผักว่า “…เริ่มจากกินผักตระกูลต้นหอม ผักกาดขาว และผักที่ไม่ได้มีสีเขียวมากนัก เพราะทางด้านจิตวิทยาพบว่า ภายในจานข้าว 1 จาน หรือในอาหาร 1 มื้อ ห้ามมีปริมาณของสีเขียวเข้มเกิน 20% เพราะหากมีสีเขียวมากจนเกินไปจะทำให้คนกินมีความคิดว่า ผักเหม็นเขียว และไม่อร่อย…”

“…หลังจากที่กินผักกาดขาวได้แล้วก็พัฒนาสู่ผักคะน้า แล้วก็เริ่มกินผักอื่นๆ มาเรื่อยๆ โดยจะพยายามเลือกกินผักของไทย เพราะถูก ดี และมีไฟเบอร์อีกด้วย…”

Stir Fried Kale With Oyster Sauce
Stir Fried Kale With Oyster Sauce

จากที่องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้กินผักอย่างน้อยวันละ 400 กรัม ใน 1 วัน เมื่อพูดถึงการกินผักจำนวนขนาดนั้นอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ไม่อยากให้ท้อใจหรือถอดใจ และไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างทันที แต่อยากให้ค่อยๆ เพิ่มผักเข้าไปในแต่ละมื้อ เช่น หากต้องการกินข้าวผัดกะเพราไข่ดาวก็บอกให้แม่ครัวเพิ่มผักอย่างอื่นเข้าไปนิดหน่อย อย่ายึดติดแค่กับใบกะเพรา ถ้าหากมีถั่วฝักยาว หรือข้าวโพดเพิ่มเข้ามาก็จะดูมีสีสันขึ้นมานิดหน่อย และยังได้เพิ่มปริมาณผักที่ได้กินในมื้อนั้นอีกด้วย จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาสู่การกินผักในจานใหญ่ๆ

พูดถึงตัวเลข 400 กรัมอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งอันที่จริงแล้วจำนวน 400 กรัมนี้เป็นจำนวนที่ควรกินต่อ 1 วัน ไม่ใช่ต่อ 1 มื้อ ดังนั้นเราสามารถเฉลี่ยให้ 400 กรัมนั้นกระจายไปตามมื้อต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนับจำนวนของปริมาณผลไม้ที่กินเข้าไปในระหว่างวันได้อีกด้วย

Vegetables
Vegetables

วิธีเริ่มต้นกินผักให้ได้ 400 กรัมต่อวัน

  • พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ หากทำอย่างสม่ำเสมอจะได้ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้ครั้งละ 100 – 150 กรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม (ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน)
  • มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน ที่ทำงาน แทนช็อกโกแลตหรือขนมหวาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น
  • หัดทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบหรือทดลองผักใหม่ๆ ล้างเอง ปรุงเอง และเรายังมั่นใจได้ในความสะอาดปลอดภัย
  • เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงาน ลองทำอาหารง่ายๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่ายๆ
  • เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว วิธีนี้สามารถเพิ่มปริมาณผักในแต่ละมื้อได้ตามต้องการ
  • ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันทีเพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์
Spiritualina Spirulina
Vegetable Smoothie

นอกเหนือจากการกินผักและผลไม้เป็นประจำแล้ว สิ่งที่เรากินเข้าไปเป็นประจำในแต่ละวันก็ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์จะส่งผลให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดี

อาหารดี สุขภาพแข็งแรง

  • กินอาหารที่เป็นธรรมชาติ ปรุงแต่งน้อยหรือเลือกกินอาหารคลีน
  • เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะมีสารอาหารมากกว่า
  • กินเนื้อปลาสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพราะมีโปรตีนที่มีคุณภาพ
  • กินไข่สัปดาห์ละ 7 ฟอง เน้นไข่ต้ม ไข่ตุ๋น เลี่ยงไข่ดาวและไข่เจียวเพราะมีน้ำมัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวให้ลดเหลือ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
  • เลือกโปรตีนจากถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด
  • ดื่มนมรสจืดหรือนมพร่องมันเนยวันละ 1 กล่องหรือ 1 แก้ว เพื่อเสริมสร้างแคลเซียม
  • เน้นอาหารที่ต้ม ย่าง ยำ น้ำพริก
  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำด้วยตัวเอง นอกจากนี้การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-6 ชั่วโมงอีกด้วย

Man sleep with his dog name Pinta
Man sleep with his dog

การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันที่อาศัยการรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด และเค็มจัดจนเกินไป รวมไปถึงอาหารจานด่วน อาหารฟาสฟู้ด และอาหารแช่แข็ง นอกจากนี้การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอส่งผลให้คนไทยป่วยเป็นโรคอ้วนมากขึ้นและมีโรคภัยอื่นๆ ตามมา การเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงจะส่งผลดีได้ในอนาคต

สรุป

วิธีการง่ายๆ ในการเปลี่ยนจากคนที่ไม่กินผัก ให้ขาดผักไม่ได้คือการระลึกถึงคำว่า “กินอาหารให้เป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหารในอนาคต” หากไม่อยากกินยาที่เยอะเทียบเท่าอาหารหนึ่งมื้อ ก็ควรกินผักตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนะครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ
อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญอาหารเพื่อสุขภาพ

บทความน่าอ่านต่อ