รีวิวหนังสือ: ยอดมนุษย์ดาวเศร้า

“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว” ประโยคนำของบทหนึ่งในหนังสือยอดมนุษย์ดาวเศร้ากำลังบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตคนธรรมดาที่แตกต่างอาชีพ ต่างที่มา ต่างวัย ต่างเพศ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ “ต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกันและกัน”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

แก่นของหนังสือยอดมนุษย์ดาวเศร้ากำลังอธิบายผ่านลายเส้นให้ผู้ที่มีความเศร้าในใจทุกคนรับรู้ว่า เราทุกคนล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน บางครั้งเราอาจสร้างผลกระทบให้กับบุคคลอื่นโดยไม่รู้ตัว การกระทำที่เล็กน้อยของเรา หรือแม้กระทั่งคำพูดคำเดียวที่เราไม่ได้คิดอะไร กลับสามารถกระเพื่อมไปถึงคนอื่นได้โดยที่เราไม่คาดคิด แต่เราเองก็สามารถเยียวยาซึ่งกันและกัน

องอาจ ชัยชาญชีพ นักเขียนผู้อาศัยอยู่บนดาวดวงเศร้า มีโลกสีเทาและหนวดเคราประปราย นิยามตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่องผ่านงานเขียนหลากหลายรูปแบบ โดยมีผลงานบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก และรวมเล่มมาแล้วมากกว่าสิบเล่ม ซึ่งมีผลตอบรับดีมาก โดยหนังสือเล่มนี้ที่ผู้เขียนซื้อมาก็เป็นการตีพิมพ์ครั้งที่ 17 แล้ว

“คุณเคยได้ยินเรื่องของ 52 Hz มั้ย? มันเป็นวาฬสีน้ำเงินที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เพราะไม่สามารถส่งคลื่นความถี่ของตัวเองไปยังวาฬตัวอื่นได้ ก็เลยต้องโดดเดี่ยวโดยตลอด” หลายครั้งที่ความเศร้ามักทำให้เราโดดเดี่ยว แต่ความโดดเดี่ยวนั้นเราก็ยังต้องอยู่กับมันอย่างเลี่ยงไม่ได้

หนังสือเล่มนี้พยายามบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่อยู่ในโลกสีเทา ดวงดาวแห่งความเศร้า มีภาวะที่ขาดความสุขและไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ผ่านการบอกเล่าด้วยภาพที่มีลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณองอาจ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของแต่ละตัวละครมีความเชื่อมโยงถึงกันดังเช่นกระโยคคำโปรยที่หน้าปกว่า “เราต่างเป็นผู้กระทำ ถูกกระทำ และเยียวยาซึ่งกัน”

ยอดมนุษย์ดาวเศร้าเล่มนี้เหมาะแก่ผู้ที่คิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว คิดว่าตัวเองอยู่ตัวคนเดียว และคิดถึงแต่ด้านลบของโลกสีเทา และยังสอนให้ผู้อ่านตระหนักคิดถึงการมีชีวิตต่อไป แม้โลกจะสีเทา แต่สุดท้ายทุกชีวิตจะต้องตาย เราไม่ต้องดิ้นรนเพราะยังก็ตายชัวร์ๆ เพียงแค่รออยู่เฉยๆให้ถึงเวลาตายเอง และตอนนี้ก็มีชีวิตอยู่ต่อไปก่อน กว่าจะรู้อีกทีเดี๋ยวความหม่นเศร้าก็หายไป และก็จะเลิกสนใจไปเอง

ยอดมนุษย์ดาวเศร้า ราคา 250 บาท

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

รีวิวนิยายชุด : อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

รีวิวนิยายชุด : อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

ผู้อ่านที่รัก ผมขอโทษที่ต้องกล่าวว่าบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ไม่มีความเพลิดเพลินเจริญใจยิ่งนัก เพราะการรีวิวนวนิยายเกี่ยวกับเรื่องเศร้าของเด็กสามคนเป็นสิ่งที่ไม่สุนทรีย์ใจอย่างมาก แม้ว่าพวกเขาจะเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์แต่ก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์ยากและเศร้าโศกตั้งแต่ตัวอักษรแรกจนตัวสุดท้าย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย คือประโยคที่หากฟังครั้งแรกคงคิดว่าเป็นความหวังที่ให้เรื่องราวนี้มีแต่ความโชคดี แม้ว่าความจริงจะมีแต่ความโชคร้ายก็ตาม ชื่อนี้มาจากนวนิยายที่แปลต้นฉบับภาษาอังกฤษว่า A Series of Unfortunate Events ซึ่งหากแปลตรงตัวคำว่า Unfortunate แปลว่า “โชคร้าย” ซึ่งถือเป็นการเล่นคำโดยนักเขียนนามปากกา เลโมนี สนิกเก็ต (Lemony Snickets)

นิยายชุด “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” เป็นเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลโบดแลร์ เริ่มต้นในวันที่อากาศหม่นมัว ไม่มีแดด และมีบรรยากาศที่เหงาหงอย มิสเตอร์โพ ผู้จัดการมรดกของตระกูลโบดแลร์เดินทะลุหมอกในยามบ่ายเข้ามาแจ้งข่าวร้ายว่า ไวโอเล็ต เคลาส์ และซันนี่ โบดแลร์ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าตลอดกาล … ใช่แล้ว ตลอดกาลหมายถึงพ่อแม่พวกเขาเสียชีวิตน่ะสิ!!!

เรื่องราวของนวนิยายทั้ง 13 เล่ม บอกเล่าความโชคร้ายที่เด็กทั้งสามคนต้องเผชิญเมื่อต้องไปอยู่กับผู้อุปการะในแต่ละตอน ซึ่งทุกที่ที่พวกเขาไปมักจะมีคนตาย (นึกว่าโคนัน) จนในที่สุดก็ค้นพบว่า เหตุการณ์เลวร้าวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ชี้เป้าไปที่องค์กรลับ ว.ฟ.ด. อันเป็นต้นตอของการวางเพลิงทั้งหมด และการไล่ล่าของตัวละครร้าย เคาต์โอลาฟ อดีตสมาชิกองค์กรลับที่หวังฮุบมรดกอันมหาศาลของตระกูลโบดแลร์ รวมไปถึงการเดินทางไปยังจุดปลอดภัยแห่งสุดท้ายขององค์กร เพื่อค้นหาพ่อหรือแม่ที่อาจมีชีวิตและรอพวกเขาสามคนอยู่

“หากคุณคาดหวังให้เรื่องราวของนิยายชุดนี้จบลงอย่างมีความสุข สิ่งที่คุณควรทำคือวางหนังสือเล่มนี้ลงแล้วไปหาเล่มอื่นอ่านซะ” ประโยคเชียร์ให้ผู้อ่านวางหนังสือจะอยู่แทบทุกย่อหน้าแรกของบทต่างๆ ด้วยกลอุบายของนักเขียนที่อยากให้ผู้อ่านเปลี่ยนไปให้ความสนใจในเรื่องที่จบอย่างหรรษากว่านี้ แต่ในความเป็นจริงหนังสือชุด “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” นั้น ประกอบไปด้วยความขุ่นมัว ความโชคร้าย ความอาภัพของสามพี่น้องตระกูลโบดแลร์ ที่เมื่ออ่านแล้วจะต้องอุทานในใจว่า “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” จริงๆ นั่นแหละ

“กลางคืนมีดวงตาพันดวง กลางวันมีดวงเดียวเท่านั้น แสงสว่างแห่งโลกหายไปเมื่อสิ้นแสงตะวัน ความคิดมีดวงตาพันดวง หัวใจมีดวงเดียวเท่านั้น แสงแห่งชีวิตมลายไปเมื่อความรักจากพลัน” เสียงหัวเราะสุดท้ายกับการจากไปของตัวร้ายอย่างเคาต์โอลาฟในตอนจบ…ใช่แล้ว ผมสปอยล์เนื้อหาตอนจบว่าเคานต์โอลาฟตาย ซึ่งคุณอาจตกใจว่าทำไมผมถึงกล้าบอกเรื่องราวอันน่ายินดีนี้ แต่ในความจริง เรื่องราวกลับมีมากมายกว่าที่คิด และการตายของเคานต์โอลาฟอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีก็ได้ ดังชื่อเรื่องที่ว่า “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” (อย่าลืมว่าในแฮร์รี่ พอตเตอร์ เสนปก็เป็นตัวละครที่หลายคนเข้าใจผิด)

สรุป

เนื้อหาที่เต็มไปด้วยปริศนาของนิยายทั้ง 13 เล่มนี้ ทำให้กวาดรางวัลต่างๆ มากมาย และติดอันดับยอดขายนานอยู่หลายปี จน A Series of Unfortunate Events ถูกผลิตเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2004 แต่ผลตอบรับไม่ค่อยดีนัก แม้จะมีนักแสดงนำอย่าง จิม แครี่ มารับบทตัวร้ายก็ตาม

ต่อมาในปี 2017 ก็ถูกนำกลับมาสร้างและฉายทางเน็ตฟลิกซ์ในรูปแบบซีรีส์ที่มีถึงสามซีซั่น หากใครสนใจติดตามเรื่องราวที่เต็มไปด้วยโศกนาฎกรรมของตระกูลโบดแลร์ แต่ไม่ต้องการอ่านนิยายก็สามารถรับชมได้ในรูปแบบซีรีส์ ก็ถือว่าได้อรรถรสไปอีกแบบเช่นกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ


Logo-Original

• • •

• • •

Logo-Original

Photo-by-Siora-Photography-on-UnsplashIllustration by Porraphat.com

5 ปฏิบัติการ เลี้ยงลูกให้เป็นหนอนหนังสือ

“พี่จะทำยังให้ลูกของพี่รักการอ่านดี? เพราะพี่ก็ไม่ชอบที่จะอ่าน” คำถามจากพี่สาวที่กำลังตั้งครรภ์ฉุกให้คิดตามว่า ‘หากพ่อแม่ที่ไม่ชอบอ่าน แต่ต้องการจะให้ลูกน้อยรักการอ่าน ควรจะทำอย่างไร?’

สิ่งที่ได้ตอบกลับไปคือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง แม้ว่า ปรภ จะเติบโตมากับคุณยายและไม่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง แต่คุณป้าเป็นผู้ที่จุดพลังแห่งการอ่านด้วยการหยิบยื่นหนังสือเล่มแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด หลังจากได้เริ่มอ่านก็รู้สึกรักและหลงใหลในหนังสือจึงเริ่มหาเรื่องที่สนใจมาอ่านด้วยตนเอง

เมื่อครอบครัวเห็นถึงความรักการอ่าน จึงเริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งการสนับสนุนจากครอบครัวที่ไม่ได้รักการอ่านทำให้สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Brina-Blum-on-Unsplash

“ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังดูสิ เพราะหนังสือนิทานถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ผ่านภาพ ผ่านข้อคิดเตือนใจ และยังแฝงไปด้วยความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรู้จักความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย” 

ข้อแนะนำนี้มาจากการพูดคุยกับ ‘พี่เจ’ นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะเด็กทารกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน และเสียงที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือเสียงจากพ่อแม่ หากในช่วงเวลานี้ พ่อและแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ก็จะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนตั้งแต่เล็กจนโต

“การอ่านเป็นอาหารสมอง ช่วยให้เด็กคิดเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ได้เสพศิลปะผ่านหนังสือนิทาน ผ่านภาพมีความงดงาม และเนื้อเรื่อง
ถ้อยคำสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม” 

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

การรู้หนังสือแรกเริ่ม (early literacy) คือสิ่งที่เด็กรับรู้เกี่ยวกับการอ่านและเขียน ก่อนที่เด็กปฐมวัยจะอ่านหรือเขียนได้ เมื่อเด็กน้อยมีทักษะการรู้หนังสือเบื้องต้นที่แข็งแรง เขาก็พร้อมสู่การเรียนรู้ที่จะ ‘อ่านหนังสือ’ ต่อไป

จากประสบการณ์ของตนเอง ที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ต้น แต่การรู้หนังสือและหันมาสนใจการอ่านอย่างจริงจัง ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การอ่านคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้’ หากเราอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถดำเนินได้ต่อไป แต่ผู้ที่จะมาจุดประกายให้เด็กรู้จักหนังสือ รู้จักการอ่านเขียน บุคคลแรกควรเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash2

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอ 5 ปฏิบัติการ สู่การเป็นหนอนหนังสือ เพราะการรู้หนังสือของเด็ก เริ่มที่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้เด็กเริ่มอ่าน แต่ก่อนจะชวนลูกอ่านหนังสือมีปฏิบัติการต่างๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้

1 พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด

ควรหมั่นสบสายตาและแสดงการโต้ตอบกับเด็ก เมื่อทารกหรือเด็กวัยเตาะแตะทำเสียงใด ๆ ตอบ ให้แสดงการโต้ตอบในเชิงบวก พูดคุยด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าลูกจะไม่เข้าใจ แต่การสื่อสารอย่างเริงร่าจะทำให้เด็กน้อยซึมซับอารมณ์ของเรา

Photo-by-Ben-Mullins-on-Unsplash

2 เล่นร่วมกับเด็ก

ไม่มีของเล่นใดจะดีไปกว่าการที่ผู้ใหญ่ร่วมเล่นด้วย การเล่นซ่อนหา เล่นสมมติ ต่อบล็อก ระบายสี เล่นรถ รวมถึงการเล่นนอกบ้าน การเล่นต่าง ๆ นี้จะช่วยพัฒนาทักษะเริ่มต้นอ่านเขียนของเด็กได้หลากหลาย และครอบครัวคือเพื่อนวัยเด็กที่ดีที่สุด

3 ร้องเพลงกับลูก

เพลงกล่อมเด็กจะช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรกเริ่มที่สำคัญหลายด้าน การร้องเพลง ฟังเพลงด้วยกัน รวมถึงเต้นตามจังหวะจะช่วยสร้างเสริมจิตใจที่ดีงามของเด็ก

Photo-by-Picsea-on-Unsplash.jpg

4 อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง

ถ้าหนูน้อยยังนั่งไม่ได้หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือให้ฟังก็อย่ากังวล เด็กเล็กสามารถฟังในขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่มให้จบทีเดียว แต่อ่านในช่วงสั้น ๆ หลาย ๆ ที และหลาย ๆ ที่ก็ยังได้ เช่น ตอนอาบน้ำก็อ่านหนังสือที่ลอยในน้ำได้ นั่งรออาหารในร้าน ก่อนนอน และอย่าลืมว่าต้องมีเวลาอ่านนิทานเป็นกิจวัตรแห่งความสุขหรรษาร่วมกันอยู่เสมอ

5 แสดงให้ลูกเห็นถึง ‘โลก’ รอบตัว

ชักชวนด้วยการชี้ไปที่สี รูปทรง ตัวอักษรและรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนโยน ไม่ช้าไม่นานเด็กน้อยจะเป็นผู้ชี้สิ่งเหล่านั้นกลับมาบอกเรา

Photo-by-Melanie-Medina-on-Unsplash.jpg

เด็กที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีความจำที่ดีกว่า เพราะสามารถเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลเป็นภาษาที่ดีได้เป็นระบบมากกว่า ที่สำคัญที่สุดคือ การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัว เด็กจะรู้สึกถึงความรักและความผูกพันจากพ่อแม่ ทำให้เขาเป็นคนมีความมั่นใจ และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อไปในอนาคต

Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

สรุป

บทบาทที่สำคัญของผู้ใหญ่คือ การสร้างประสบการณ์เริ่มต้นด้านบวกต่อหนังสือให้กับเด็ก นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของการรู้หนังสือแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย และนี่คือปฐมบทของการอ่านเขียนที่จะพัฒนาไปในภายภาคหน้าของเด็กน้อย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์ห้องสมุดเด็กปฐมวัย ยุทธวิธีสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

a boy holding open book

วิธีปลูกฝังให้ลูกรักอ่าน

การอ่านไม่ใช่แค่เพียงอ่านออก หรืออ่านได้ แต่จะต้องทำให้ผู้อ่านเกิดความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดกระบวนการเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น การฟัง การพูด การเขียน การวิเคราะห์ สังเคราะห์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Hand holding books
Books

จากการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-2552 ของกรมอนามัยพบว่า เด็กไทยมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเฉลี่ยร้อยละ 20 โดยล่าสุดปี 2557 เฉลี่ยร้อยละ 38.2

วิธีที่สามารถพัฒนาทักษะภาษาให้ดีขึ้น
คือการอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง 

อาจารย์พรอนงค์ นิยมค้า โฮริคาวา นักเขียน นักแปลนิทาน ได้กล่าวถึงหนังสือเอาไว้ว่า “…หนังสือไม่ได้สร้างให้เด็กฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างเด็กให้มีจิตใจที่ดีอีกด้วย…”

“…เวลาพูดถึงหนังสือหรือการเรียนจะนึกถึงคำพูดที่ว่า ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ คงไม่มีใครบอกได้ว่า ความมหัศจรรย์ของการอ่านมันจะสั่นสะเทือนขนาดไหน แต่ว่า ณ ตอนนี้มันไม่มีข้อสงสัยหรอก เพราะว่ามันได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันดี…”

Kids Hand holding Yellow flowers
Yellow flowers

พญ.ชมพูนุท โตโพธิ์ไทย กรมอนามัย กล่าวถึงความสำคัญของหนังสือและการอ่านซึ่งอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้าน โดยได้นำกรอบแนวคิด 4 H มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กปฐมวัย คือ 1. Health ด้านสุขภาพ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดี มีพัฒนาการที่สมวัย 2. Head ด้านสติปัญญา การพัฒนาการด้านสมองทั้ง IQ และ EQ 3. Heart ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม 4. Hand ด้านทักษะความสามารถ ซึ่งการอ่านจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

เด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูก ๆ ชอบอ่านหนังสือจึงต้องทำหน้าที่ค้นคว้าหาวิธีการใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านไม่มีสูตรตายตัว 

เทคนิคการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน

  • อ่านเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ สนุกสนาน เด็กจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ
  • เลือกเวลาที่เหมาะสม ให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย เช่น ก่อนนอน
  • พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกเห็น และถ้าตอนไหนน่าสนใจ ควรอ่านออกเสียงดังให้ลูกได้ยินเพื่อให้เขามีส่วนร่วม หรือใช้หนังสือปริศนาคำทายดึงความสนใจ
  • อ่านเรื่องแปลกใหม่ ที่เขายังไม่เคยเจอหรือได้ยินจากโรงเรียน
  • สังเกตเรื่องที่ลูกกำลังสนใจ แล้วอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาอ่านให้ฟัง
  • อ่านหนังสือที่ลูกชอบ แล้วตั้งคำถามเพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้ความคิด ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยแอบสอดแทรกความคิดเห็นและอธิบายสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
  • เล่าเรื่องผิด ๆ ถูก ๆ ในบางตอนของหนังสือเล่มโปรด ช่วยกระตุ้นสมองของลูกให้ทำงาน ทั้งทางด้านความคิดและความทรงจำ รวมถึงฝึกการใช้ภาษาในการโต้แย้งกับพ่อแม่
  • แต่งเรื่องนิทานขึ้นมาเอง ลองให้ลูกเป็นตัวเอก เพราะเด็กเล็กมักจะชอบฟังเรื่องที่มีตัวเขาเป็นผู้แสดง หรืออาจจะแต่งเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคุ้นเคย
  • อ่านหนังสือกับลูกทุกวันและพยายามชวนคุยถึงรูปภาพ สี รูปร่าง จำนวน และคำต่าง ๆ ในหนังสือ หรือหากหนังสือไม่มีภาพ พ่อแม่อาจใช้งานศิลปะง่าย ๆ เช่น แป้งปั้น หรือสีแท่งโต ๆ วาดภาพ ขณะที่อ่านและคุยกับลูก
Girls reading
Girls reading

สรุป

ในยุคที่การเติบโตของสื่อดิจิทัลที่รุกคืบพื้นที่การอ่านมากขึ้น อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองหันมาสนใจการอ่านให้มากกว่าการหยิบยื่นเทคโนโลยีใส่มือของลูกน้อย เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ มีความรู้ ความคิด และสามารถวิเคราะห์แยกแยะได้อย่างเป็นระบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ฐานพลังการพัฒนาสมองและศักยภาพมนุษย์

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers