เคล็ดลับฟื้นฟูสุขภาพ ของ ‘มัม ลาโคนิค’

จากปัญหาสุขภาพกายที่รุมเร้า ที่เกิดจากการไม่ค่อยดูแลตัวเอง จัดระเบียบชีวิตไม่ดี พักผ่อนน้อย และยังไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี ส่งผลให้ป่วยหนัก เช่น ไตเสื่อม น้ำท่วมปอด ก้านหัวใจโต และนิ่วในถุงน้ำดี จนถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพผอมซูบจนแทบไม่มีใครจำได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

นอกจากเสียงทุ้มๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักร้องคุณภาพเสียงทรงพลัง มัม ลาโคนิค นักร้อง นักแสดง การฟื้นตัวจากอาการป่วยของ มัม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่า มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้กลับมาฟื้นตัว และดูสดใสเปล่งปลั่งเช่นนี้

เคล็ดลับคนดังสุขภาพดีในวันนี้ มัม ลาโคนิค ที่หลายๆ คนจะคุ้นหน้าคุ้นตาในฐานะนักแสดงที่สร้างความสนุกให้กับผู้ชม และในฐานะเจ้าของเพลง “ความลับ” จากอัลบั้ม Be My Guest ได้อัพเดตเรื่องราวสุขภาพ ว่า ตอนนี้สุขภาพทั้งกายและใจของตนเองเป็นปกติดี โดยมีเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพคือ การตั้งกฎระเบียบให้ชีวิตของตัวเองมีวินัยมากขึ้น ไม่ปล่อยปละละเลย หมั่นออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็รู้ว่าทำแล้วดี แค่ต้องเริ่มทำมันก็เท่านั้นเอง

มัม ลาโคนิค เล่าถึงวิธีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงคงที่ด้วยการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง เดินเร็ว และหากมีเวลาจะพยายามเข้าฟิตเนสเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการที่คนเรามีร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่ง มัม ได้รับกำลังใจที่ดีจากตัวเองและคนรอบข้าง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝ่าฟันโรคร้ายต่างๆ มาได้ นอกจากนี้ยังมีคติในการใช้ชีวิต คือ การคิดบวก เป็นคติที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นประจำ โดยปล่อยวางในทุกสิ่ง ไม่เก็บไปคิดให้เสียสุขภาพจิต และตั้งตนอยู่ในการเป็นคนดี คิดดี ทำดี ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ มัม ยังเชิญชวนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายง่ายๆ ด้วย การวิ่ง เพราะทำให้การทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง  มีอารมณ์ที่แจ่มใส สดชื่น และนอกจากนี้ มัม ยังได้เข้าร่วมโครงการวิ่งสายสัมพันธ์ ณ เชียงของ สองฝั่งโขง ซึ่งเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีของประเทศไทยและลาว และยังเป็นการวิ่งครั้งแรกของ มัม อีกด้วย

การดูแลสุขภาพให้ดีทั้งกายและใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

อิ่มใจ กายสบาย สูงวัยยุคใหม่ต้องมีให้ครบ

เราถูกสอนตั้งแต่เล็กจนโตว่าถ้าอยากแข็งแรง “ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่” แต่ในปัจจุบันเพียงแค่นั้นคงไม่พอ ควรเพิ่มการออกกำลังกายและการสันทนาการเข้าไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งทางกายและใจ

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเลือกกินได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ แต่การกินเนื้อสัตว์มากจนเกินพอดีจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การดูแลสุขภาพด้วยอาหารการกินของผู้สูงอายุนอกจากจะต้องกินผักเยอะๆ แล้ว การดูแลรักษาฟันให้มีสุขภาพปากที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญ

“ถ้าจะกินอาหารให้อร่อยจะต้องมีฟันที่แข็งแรง วิธีดูแลฟันแบบง่ายๆ คือการแปรงฟันทุกเช้า-เย็น ไม่ใช่แค่แปรงฟันตอนอายุเยอะ อย่ามัวแต่ย้ำเตือนให้กินผักแต่ไม่ดูแลสุขภาพฟันเลย”

นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารที่ดีแล้ว สุขภาพจะดีขึ้นต้องพึ่งพาเรื่องของการออกกำลังกายไปควบคู่กัน

“ไม่มีใครสุขภาพดีด้วยการกินอาหารดีอย่างเดียว หรือออกกำลังกายอย่างเดียว ทั้งสองอย่างจะต้องผสมผสานกัน”

การออกกำลังกายสามารถช่วยในเรื่องของสมรรถภาพของปอดและหัวใจ ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องของการยืดเหยียด ป้องกันการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อ และช่วยในการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

“นอกจากนี้การออกกำลังกายควรปรับให้เป็นในรูปแบบกิจกรรม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และเกิดความสนุก”

สำหรับวัยรุ่น หรือวัยทำงาน สิ่งที่มักจะทำเป็นประจำในช่วงวันหยุดคือ นอนตื่นสายและพักผ่อนอยู่บ้าน ในขณะที่ผู้สูงอายุชอบตื่นเช้าและต้องการเข้าร่วมสังคม โดยนายวิศาล กองเงิน ผู้อำนวยการกองนันทนาการกรุงเทพมหานคร ได้จัดพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างสุขจากการพูดคุย เสริมสร้างสติปัญญา โดยใช้หลัก 5 ส. ดังนี้

  • สุขกายด้านเคลื่อนไหว เน้นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายตามสภาพกำลังของตนเอง
  • สุขภาพด้านจิตใจ ผ่านดนตรีบำบัด สนทนาธรรม กิจกรรมไหว้พระต่าง ๆ
  • สุขอารมณ์ ให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมที่คลายเครียด เช่น ร้องเพลงคาราโอเกะ ฝึกวาดรูป ฝึกทำกิจกรรมที่สามารถต่อยอดไปเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น การทำการบูร เป็นต้น
  • สุขสังคม การตั้งเครือข่ายผู้สูงอายุทำจิตอาสาบริเวณชุมชนต่าง ๆ
  • สุขปัญหา มีการสอนให้ผู้สูงอายุเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก เป็นต้น

สรุป

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจะต้องหมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณการกินในสัดส่วนที่พอดี และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงจะทำให้ผู้สูงอายุมีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่สมบูรณ์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

วิธีกำจัดขนในที่ลับ

การกำจัดขนในที่ลับของตัวเองในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การกำจัดขนแบบผิดวิธีการนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ได้ เคล็ดลับวิธีการตกแต่งขนของน้องชายจะช่วยให้ทุกคนฝ่าวิกฤตนั้นไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ขนบริเวณอวัยวะเพศหรือหมอย เป็นขนที่หลายคนนิยมตัดแต่งให้เข้ารูปสวยงาม ไม่รกจนเกินไป เพื่อความสะอาด ความสะดวกสบายในกิจกรรมทางเพศ หรือเพื่อให้การใส่ชุดว่ายน้ำออกมาดูดี แต่ธรรมชาติของขน ยิ่งโกนก็ยิ่งขึ้น การโกนขนลับ หรือตกแต่งให้สวยงามอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการบาดเจ็บจากมีดโกนได้

ประโยชน์ของหมอย

มนุษย์ทุกคนถูกสร้างให้มีขนหมอยกันทุกคนนั่นเพราะมันช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเราในหลายอย่างดังนี้

1 ขนป้องกันการบาดเจ็บ

ขนหมอยช่วยป้องกันและลดอาการระคายเคืองผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและโดยรอบ เพราะผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความบอบบาง ขนหมอยจะช่วยลดการเสียดสีไม่ให้อวัยวะเพศถูกับกางเกงโดยตรง หรือกระแทกขณะทำกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

2 ขนระงับกลิ่น

หลายคนอาจคิดว่าขนเป็นตัวส่งกลิ่นให้กับอวัยเพศ แต่ความจริงแล้ว ขนหมอยจะเป็นตัวกักเก็บและป้องกันกลิ่นอับชื้นอันไม่พึงประสงค์บริเวณอวัยวะเพศไม่ให้ส่งกลิ่นออกมานอกกางเกง โดยขนจะกักเก็บกลิ่นให้อยู่กับมันไม่แผ่ขยายออกนั่นเอง

3 ขนเป็นเกราะกันเชื้อโรค

สำหรับผู้หญิง ขนหมอยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค เป็นเหมือนประตูด่านสำคัญที่กักเก็บฝุ่นละอองไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในบริเวณช่องคลอดได้โดยง่าย

4 ขนทำให้แข็งแรง

ขนหมอยสำหรับผู้ชายเปรียบเสมือนผ้าห่ม ที่คอยห่อหุ้มเก็บรักษาอุณหภูมิให้บริเวณอวัยวะเพศมีความอบอุ่น และช่วยให้อสุจิมีความแข็งแรง

การโกนหมอยอย่างถูกวิธี

ค่านิยมการโกนขนบริเวณนี้จะช่วยให้หลายคนรู้สึกว่าสะอาด แต่ปัญหาเวลาขนที่กำลังจะขึ้นส่งผลให้เกิดอาการคัน และเป็นสาเหตุของการเกาจนเกิดการบาดเจ็บที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามการตกแต่งขนในที่ลับแบบถูกวิธีทำได้ดังนี้

1 เล็มให้เรียบร้อย

สำหรับใครที่อยากจะโกนให้เกลี้ยง อันดับแรกควรจะเล็มให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าใจร้อนใช้มีดโกนในทันทีเพราะอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ มีดโกนอาจจะบาด หรือหมอยอาจพันใบมีด การเล็มให้สั้นจะช่วยให้โกนออกง่ายขึ้น

2 อาบน้ำเย็นก่อนโกน

การทำความสะอาดด้วยน้ำเย็นจะช่วยให้ผิวตึง และทำให้โกนง่าย การอาบน้ำก่อนหรือจะโกนขณะอาบน้ำจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการบาดได้ และหากใช้เจลโกนขนแบบใส จะช่วยทำให้เรามองเห็นว่าโกนไปถึงช่วงไหนแล้ว จากนั้นปิดท้ายด้วยการใช้อาฟเตอร์เชฟ เหมือนเวลาเราโกนหนวดก็จะยิ่งดี

3 เล็มขนให้ใกล้เคียงกัน

หลายคนอาจจะไม่ชอบการโกนให้สั้นเตียน แต่เลือกที่จะตกแต่งด้วยการตัดเล็ม ซึ่งนอกจากจะเล็มขนตรงน้องชายแล้ว การเล็มขนหน้าอกหรือหน้าท้องให้มีความยาวที่ไล่เลี่ยกันก็ถือเป็นการเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย แถมยังไม่รู้สึกระคายเคืองขณะขนใหม่กำลังขึ้นอีกด้วย

4 เล็มขนให้เป็นกิจวัตร

เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการคันหลังโกน หรือในช่วงที่ขนกำลังขึ้นใหม่ ๆ การโกนเป็นประจำก็จะช่วยไม่ให้เกิดอาการคันได้

5 ใช้แว๊กซ์เป็นตัวช่วย

หากคุณคิดว่าการโกนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป การแว๊กซ์ขนในที่ลับก็เป็นอีกทางเลือกในการกำจัดขนที่รวดเร็วและสะอาดดี

สรุป

การโกนหมอยเป็นค่านิยมส่วนบุคคล หากต้องการจะโกนหมอยจะต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายกับผิวหนังของตนเอง และดูแลรักษาความสะอาดให้ดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ที่มา : peechai.com
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


ผู้ชายวัย 15 – 35 เสี่ยงมะเร็งอัณฑะ

แพทย์เตือน ผู้ชายวัย 15 – 35 ปี เสี่ยงมะเร็งอัณฑะ พร้อมแนะวิธีตรวจด้วยตนเอง

นายแพทย์ณรงค์  อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งอัณฑะเป็นโรคมะเร็งที่พบได้น้อย และไม่ติด 1 ใน 10 ของมะเร็งที่พบบ่อยในชายไทย แต่ละปีมีผู้ป่วยราว 0.7 รายต่อชายไทย 100,000 คน หรือคิดเป็น 0.4 % ของมะเร็งทั้งหมด

โรคมะเร็งอัณฑะมักพบในช่วงอายุ 15 – 35 ปี แต่ก็มีโอกาสพบได้ในทุกอายุทั้งในเด็กจนถึงผู้สูงอายุเช่นกัน

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรค แต่สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมโดยเฉพาะประวัติการมีคนในครอบครัว เช่น พ่อ หรือพี่ชายเป็นโรคมะเร็งอัณฑะมาก่อน นอกจากนี้ผู้ที่มีอัณฑะค้างอยู่ในอุ้งเชิงกรานไม่เคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายปกติอีกด้วย

วิธีตรวจมะเร็งอัณฑะ

  • ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ค่อยๆ คลำเลื่อนไปเรื่อยๆ ที่ลูกอัณฑะ
  • คลำดูว่ามีก้อนหรือมีอาการเจ็บร่วมด้วยหรือไม่
  • บริเวณด้านหลังของลูกอัณฑะจะคลำได้ส่วนหยุ่นๆ ขนาดเล็กซึ่งถือว่าเป็นปกติ
  • หากคลำได้ก้อนหรือไม่แน่ใจส่วนใดผิดปกติหรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์
  • ความผิดปกตินั้นอาจเป็นถุงน้ำหรือเส้นเลือดขอดบริเวณลูกอัณฑะซึ่งพบได้บ่อยกว่าเนื้องอกหรือมะเร็งอัณฑะ

ในกรณีที่เป็นมากมักมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหรืออวัยวะในช่องท้องหรือปอด การรักษาต้องตัดลูกอัณฑะทิ้งและเลาะตัดต่อมน้ำเหลืองออกร่วมด้วย ถ้าเป็นมากกว่านั้นอาจให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีร่วมด้วย ควรมีการตรวจลูกอัณฑะอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากเจอความผิดปกติของลูกอัณฑะจะได้วินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ

ตะคริว อาการที่ไม่มีใครอยากเป็น

เคยไหม ที่นอนหลับอยู่ดี ๆ ตะคริวก็ถามหา? เคยไหม ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอยู่ดี ๆ ตะคริวก็มา? ขนาดนั่งดูทีวีอยู่บ้านเฉย ๆ ก็เป็นตะคริวแบบไม่ทันตั้งตัว…แล้วจะทำยังไงให้ไม่เป็นตะคริวล่ะ?

ตะคริวเป็นอาการที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะแต่ละครั้งกว่าจะกล้ามเนื้อจะคลายก็ทำเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว ปรภ ขอนำเสนออาการที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ นั่นคืออาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่าตะคริว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตะคริว คืออะไร?

ตะคริว (Muscle Cramps) หมายถึง อาการเกร็งหรือหดเกร็งที่ทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่สามารถบังคับได้ 

มีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว โดยเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้ และจะเกิดเพียงชั่วขณะจากนั้นจึงทุเลาลงไปเอง

กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวบ่อยที่สุดคือ ‘กล้ามเนื้อน่อง’ รองลงมาคือ กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อเท้า และกล้ามเนื้อหลัง

‘ตะคริว’ มักพบได้บ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่พบว่าบางรายอาจสัมพันธ์กับการที่นั่งอยู่เป็นเวลานาน ๆ หรือมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป

กล้ามเนื้อทุกมัดของมนุษย์เกร็งและคลายตลอดทั้งวัน แต่การเกร็งมากจนเกินไปจนกล้ามเนื้อทำงานถึง 100% และไม่คลายตัว แบบนี้จึงเรียกว่า ‘ตะคริว’

นอกจากนี้การเป็น ‘ตะคริว’ ยังสัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะขาดน้ำ กลุ่มโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคต่อมไร้ท่อ หรือการรับประทานยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

Sport man
Sport man

ตะคริวกับการออกกำลังกาย

การเป็นตะคริวระหว่างออกกำลังกายเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ ความสมดุลของเกลือแร่ หรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื่องจากระบบกลุ่มของเส้นประสาทจะสั่งการให้ร่างกายหยุดการทำงาน (หดตัว) เมื่อถูกกระตุ้นหรือออกกำลังกายมากเกิน

การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อทำงานถึง 100% ได้ วิธีการเลี่ยงคือการทำเพียง 70% เช่น การวิ่งเหยาะ ๆ วิ่งช้า ๆ แทนการวิ่งแบบหักโหมจะช่วยให้ไม่เป็นตะคริว และไม่บาดเจ็บ

นอกจากนี้ ‘ตะคริว’ ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่จมน้ำ เพราะเมื่อมีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลัน อาจทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำต่อและจมน้ำในที่สุด เพราะฉะนั้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายและไม่หักโหมจนเกิดไปจะช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวได้ 

back of a man in red underware
back of a man

ตะคริวกับการนอน

หลายคนอาจเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการเป็นตะคริว ดังนั้น การรับมือกับอาการดังกล่าวคือ

  • การจัดท่าให้ตัวเองนอนสบาย ผ่อนคลาย
  • อาจใช้หมอนรองขาให้สูงจากเตียงประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ห่มผ้าให้ความอบอุ่น
  • การดื่มนมก่อนนอนจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายได้
shirtless man lay on bed
Man

เมื่อเกิดตะคริวแล้ว ทำยังไงดีล่ะ?

มีเทคนิคการดูแลกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดตะคริวมากมายดังนี้

  1. การจัดท่าทางเพื่อยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว
    ต้องทำอย่างนิ่มนวลแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงยืดทีละน้อยจนสุดการเคลื่อนไหว ค้างไว้สักครู่จนกล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรยืดแบบรุนแรง แบบเร็ว หรือแบบกระตุก เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ รศ.นพ.ปัญญา ได้แนะนำวิธีการยืดกล้ามเนื้อกรณีเกิดตะคริวที่เนื้อน่องว่า สามารถใช้มือดันกดปลายเท้าค้างไว้เพียง 2 – 3 นาที จะช่วยให้อาการหดเกร็งผ่อนคลายลง  
  2. การนวดที่กล้ามเนื้อควรสลับกับการยืดกล้ามเนื้อ
    เช่น การคลึงเบา ๆ ที่กล้ามเนื้อบริเวณตะคริว 1-2 นาที สลับกับการยืดกล้ามเนื้อ 1-2 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรบีบนวดอย่างรุนแรง เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้น
  3. การให้ความอบอุ่นหรือความร้อนแก่กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว 
    กรณีเป็นตะคริวบ่อยครั้งควรใช้ความร้อนเข้าช่วย เช่น ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดพอหมาดประคบบริเวณที่เป้นตะคริว หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู 2 ชั้นประคบประมาณ 20-30 นาที จะช่วยให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ ลดอาการหดเกร็งได้

สรุป

การป้องกันการเกิดตะคริวสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ บริโภคผักและผลไม้หรือสมุนไพรที่มีสารโพแทสเซียม แมกนีเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะเขือเทศ ส้ม แคนตาลูป เป็นต้น 

หากสามารถยับยั้งตัวเองก่อนที่จะกล้ามเนื้อจะเกร็งจนถึง 100% ได้ ก็จะช่วยยับยั้งการเกิดตะคริวได้เช่นกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– มูลนิธิหมอชาวบ้าน
– นิตยสาร Sook ฉบับที่ 67

ปักหมุด 5 วัด ขอพรเรื่องสุขภาพ

การมีสุขภาพดีเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะสุขภาพดีไม่มีขาย หากอยากได้ต้องทำเอง อันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ซึ่งการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ แต่การดูแลเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องพึ่งการขอพรเข้าร่วม และนี่คือ 5 วัดที่เหมาะแก่การขอพรเรื่องสุขภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Monk
Monk

1.หลวงพ่อดำวัดสมานรัตนาราม
จังหวัดฉะเชิงเทรา

วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

วันสมานรัตนาราม เป็นวันที่ผู้คนนิยมมาขอโชคลาภจากองค์พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุข หรือองค์พระพิฆเนศสีชมพู ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่รู้กันหรือไม่ว่าใกล้ ๆ กันนั้น ยังมี หลวงพ่อองค์ดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่จำลองแบบมาจากนาลันทา ประเทศอินเดีย ที่มาประดิษฐานประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 องค์ ทั้งนี้ คนจะไปกราบไหว้และขอพรหลวงพ่อดำ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

2.หลวงพ่อเกษรวัดโสธรวรารามวรวิหาร
จังหวัดฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นอีกหนึ่งวันที่มีผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้กันทุกวัน ซึ่งในพระอุโบสถหลังใหม่มี หลวงพ่อเกษร เป็นพระบริวารของหลวงพ่อโสธร มีประวัติคือ หลวงพ่อเกษร เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก มีพุทธศิลป์แบบเขมร ทำมาจากศิลาหรือหิน สูงประมาณ 2 ศอก สันนิษฐานว่าหล่อขึ้นประมาณปลายรัชกาลที่ 5

ว่ากันว่า หลวงพ่อเกษร เป็น “พระหมอ” ซึ่งประชาชนที่หายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย จะพากันนำสิ่งของมาถวาย ซึ่งได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน และก็จีบหมากพลูทั้งหมด 9 คำ สำหรับคุณแม่คนไหน มีปัญหาเรื่องสุขภาพ จงไปกราบไหว้ขอพรพระหมอดู

3.หลวงพ่อสด หลวงพ่อโยก วัดจันทรังษี
จังหวัดอ่างทอง

วัดจันทรังษีนี้ต้องหยิบยกมาเล่าถึง 2 องค์เลย สำหรับรูปหล่อ “หลวงพ่อสด” (หลวงพ่อสด จันทสโร) เป็นรูปหล่อโลหะองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในวิหารของวัด โดยมีหน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 นิ้ว สูง 9 เมตร 9 นิ้ว หากใครได้กราบไหว้หลวงพ่อสด ท่านก็ประทานพรเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บและเงินทอง

ส่วน “หลวงพ่อโยก” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย อายุ 300 ปี ที่ประดิษฐานอยู่ภายในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ โดยชาวบ้านเล่าว่า พระพุทธรูปนี้สามารถโยกไปโยกมาได้ จึงเรียกว่า หลวงพ่อโยก ว่ากันว่าหากได้กราบไหว้ท่านแล้ว จะไร้ทุกข์ ไร้โศก ไร้โรค ไร้ภัย

4.พระปางพยาบาล วัดขนอนเหนือ
จังหวัดอยุธยา

Monk
Monk

พระปางพยาบาลที่วัดขนอนเหนือ เป็นพระนั่งขัดสมาธิ โดยมีพระภิกษุอาพาธนอนที่ตัก โดยมือขวาประคองศีรษะไว้ ขณะที่มือซ้ายจับที่ท้องของพระที่อาพาธ ชาวบ้านเชื่อว่าหากมากราบไหว้ จะขอพรเรื่องสุขภาพให้ไร้โรคภัยได้

5.ท้าวหิรัญพนาสูร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
กรุงเทพมหานคร

ท้าวหิรัญพนาสูร ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือพระราชวังพญาไทเดิม ท่านถูกสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของพระราชวังพญาไท เมื่อมีผู้ป่วยไข้หรือญาติผู้ป่วยไปกราบไหว้สักการะ ก็จะหายป่วยอย่างน่ามหัศจรรย์ จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ขอพรเรื่องสุขภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความที่น่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


Illustration by porraphat.com

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวสกลนครเตือนชายไทยระวัง “มะเร็งเต้านม” เผยผู้ชายก็เป็นได้แนะเจอก้อนแข็งๆแถวหน้าอกรีบไปหาหมอ

นายพิบูลวัฒน์ ยังสุข อายุ 59 ปี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ข่าวสดว่า ผู้ชายส่วนใหญ่คิดว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น กระทั่งเมื่อมาเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อปีที่แล้ว จึงอยากจะฝากเตือนผู้ชายว่าหากมีก้อนแข็งๆแถวบริเวณนมอย่านิ่งนอนใจ ขอให้ไปหาหมอเพื่อเช็คดูให้เรียบร้อย เพราะถ้าเป็นน้อยๆ อาจรักษาหายด้วยการผ่าตัดออก กรณีที่ไม่เจอเชื้อมะเร็ง แต่ถ้าเจอเชื้อมะเร็งต้องรักษาตามขั้นตอน คือ ผ่าตัดออก แล้วคีโมและฉายแสง

อาการมะเร็งของตนเริ่มจากการเป็นก้อนแข็งตรงใต้หัวนมข้างขวา ตอนแรกไม่รู้สึกเจ็บ คิดว่าคงเป็นแค่เนื้องอกหรือซีสทั่วๆ ไป รอไว้ว่างๆ ค่อยไปหาหมอก็ได้ ต่อมาตอนขับรถเริ่มเจ็บๆ เลยไปหาหมอที่คลินิก ซึ่งได้ให้ยามากินประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ก้อนที่เป็นยุบ แต่ก็ไม่ยุบ จึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น พอไปถึงทางโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างเนื้อไปตรวจละเอียด ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ วันที่ 19 ตุลาคม 2560 นัด

นายพิบูลวัฒน์ กล่าวว่า หมอแนะนำให้ผ่าออก แต่คิวผ่าไม่มี จะมีคิวประมาณเดือนธันวาคม 2560 จึงคุยกับหมอให้ผ่าตัดนอกเวลา ยอมเสียค่าใช้จ่ายเอง จากนั้นผ่าตัดในวันที่ 22 ตุลาคม 2560 เพื่อนำเนื้อร้ายออก โดยหมอกว๊านก้อนเนื้อออกรวม 3 เซ็นติเมตร จากนั้นเก็บตัวอย่างต่อมน้ำเหลืองไปตรวจสอบ ปรากฏพบว่ายังมีเชื้อกระจายอยู่ จึงต้องใช้วิธีการรักษามะเร็งหลายขั้นตอนด้วยกัน เริ่มในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ทำคีโม รวม 8 ครั้ง ครั้งแรก 4 ครั้ง ทิ้งห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว หลังจากที่เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย ดังนั้นต้องกินโปรตีนให้เยอะๆ จึงต้องกินไข่ขาว

นายพิบูลวัฒน์ กล่าวอีกว่า ใช้เวลาทำคีโม 7-8 เดือน ทำเสร็จในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นร่างกายดี น้ำหนักขึ้น 2-3 กิโลกรัม แม้จะกินไม่ได้ แต่ตนเองก็ฝืนกิน ซึ่งกินทุกอย่างเพราะหมอไม่ได้ห้ามกินเนื้อสัตว์ และพยาบาลแนะนำให้กินไข่ขาว เพื่อสร้างโปรตีน เพราะเม็ดเลือดแดงและโปรตีนถูกทำลายไป ต่อมาก็ฉายแสงทุกวัน รวม 18 ครั้ง เสร็จเมื่อ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา

“ผมเองเป็นมะเร็งขึ้นที่ 2 เป็นมาประมาณ 3 เดือนก่อนจะไปผ่าตัด ตอนนั้นไม่ได้สนใจ คิดแค่ว่าคงเป็นซีสธรรมดา แต่รู้สึกผิดปกติ เพราะก้อนโตขึ้น และหัวนมบุ๋ม เหมือนโดนรั้งผิดปกติ เวลาหมอผ่าตัดก็เอาหัวนมออกไปด้วย หมอบอกมีผู้ชาย1 ใน1000 คนเท่านั้นที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ผู้ชายส่วนมากจะเป็นมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก

ส่วนใหญ่ 99% ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งเต้านม ผมเองไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นมะเร็งเต้านม ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครเป็นมะเร็ง ตอนนี้ต้องกินยา ต้านฮอร์โมนเพศหญิง “เอสโตรเจน” ซึ่งต้องกินนานถึง 5 ปี”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ที่มา : ข่าวสด

บทความน่าอ่านต่อ

“ขยะ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สิ่งแรกที่คุณทำหลังตื่นนอนคืออะไร? หลายคนอาจมีสิ่งที่ทำหลังตื่นนอนไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนทำเป็นประจำทุกวันคือการล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัว และสำหรับผู้หญิงอาจเพิ่มการแต่งหน้าเข้ามาก่อนออกจากบ้าน เพียงกิจวัตรเพียงไม่กี่อย่างคุณรู้หรือไม่ว่ามีสิ่งที่จะกลายเป็นขยะได้ในอนาคตกี่ชิ้นแล้ว?

หากเริ่มนับตั้งแต่ตื่นนอน ปรภ ต้องนับเริ่มที่ยาสีฟัน แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ ยาสระผม เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดตัว/ผม ซึ่งทุกอย่างรอบตัวของเราล้วนแล้วแต่กลายเป็นขยะในอนาคตได้ แม้กระทั่งจอสมาร์ตโฟนที่คุณใช้อ่านบทความนี้ หรือจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม ลองมองดูรอบตัวรอบโต๊ะของคุณดูสิ ว่ามีสิ่งที่สามารถกลายเป็นขยะได้มากน้อยแค่ไหน…..มันใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
four assorted color trash bin
four assorted color trash bin

แม้ว่าการแยกขยะก่อนทิ้งเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่หลายคนก็ยังมองว่าไม่สำคัญ และมองปัญหาขยะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ที่จริงแล้วปัญหาขยะเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดเพราะคนไทยสร้างขยะมูลฝอยเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน (ข้อมูลปี 2559) หากคำนวณประชากรไทยที่ปัจจุบันมีเกือบ 70 ล้านคน นับได้ว่าเป็นปริมาณขยะที่มหึมา และหากคำนวณเป็นเดือน เป็นปี จำนวนขยะก็จะยิ่งทวีคูณ เห็นไหมว่ามันเยอะแค่ไหน?

วันนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีการที่จะช่วยลดขยะที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นในแต่ละวัน แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักก่อนว่าสิ่งรอบตัวเรานี้ เมื่อกลายเป็นขยะแล้วจะถูกจำแนกในประเภทไหนบ้าง

ขยะอันตราย

ขยะที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนวัตถุอันตรายชนิดต่าง ๆ พบประมาณ 3% ของปริมาณขยะ แต่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ต้องจัดการให้ถูกวิธีก่อนทิ้ง ทั้งนี้ขยะอันตรายมีสารปนเปื้อน ส่งผลต่อสุขภาพและชีวิต ก่อมะเร็ง เกิดโรคร้ายมากมาย การเผาขยะอันตรายหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ทำให้โลหะหนักแพร่กระจายสู่ชั้นบรรยากาศและสะสมในห่วงโซ่อาหาร การฝังกลบแบบไม่ถูกต้องหรือการเก็บไว้ที่บ้านเฉย ๆ ก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) จัดเป็นขยะอันตราย แต่หากได้รับการคัดแยกชิ้นส่วนและจัดการที่ดี จะกลายเป็นเหมือนแร่ในบ้าน เพราะเต็มไปด้วยโลหะมีค่า สามารถรีไซเคิลได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่น็อต แผงวงจร ซีพียู ฯลฯ นอกจากนี้กากที่เหลือจากการรีไซเคิลสามารถนำไปผลิตเป็นอิฐมวลเบาได้

วิธีจัดการกับขยะอันตราย

  • ต้องทิ้งแยกจากขยะประเภทอื่นๆ
  • รวบรวมใส่ถุงพลาสติก มัดให้แน่น ทิ้งในถังขยะอันตรายเท่านั้น
  • ถ้าไม่มีถังขยะอันตราย รวบรวมใส่ถุงพลาสติกก่อนทิ้ง ระบุหน้าถุงว่า “ขยะอันตราย”
  • หากมีจำนวนมากควรติดต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดขยะหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมารับเพื่อนำไปจำกัดอย่างถูกวิธี

ขยะอันตรายที่เป็นของเหลว

  • ต้องแยกประเภท ไม่เทรวมกัน เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยาได้
  • ใส่ในภาชนะที่ไม่รั่วซึม อยู่ในที่ร่ม และพ้นมือเด็ก

ขยะอันตรายต้องแยกประเภทและป้องกันการแตกหักก่อนทิ้ง เพราะเสี่ยงปนเปื้อน ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ทุกชนิด ภาชนะบรรจุสารเคมี เช่น กระป๋องสีสเปรย์ ภาชนะบรรจุยาฆ่าแมลง หรือวัชพพืช ตลับหมึกเครื่องพิมพ์ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุมีพิษ วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง วัตถุกทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือใดๆ ที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ขยะอินทรีย์ หรือขยะย่อยสลาย

ยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว สามารถนำมาหมักปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร เนื้อสัตว์ กระดูกสัตว์ เปลือกไข่ เปลือกผลไม้ เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ฯลฯ  พบมากถึง 70% ของปริมาณขยะ ขยะมูลฝอยมีสารอินทรีย์เน่าเปื่อยปะปนอยู่ เป็นแหล่งเพาะโรค พาหะนำโรค ก่ออันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วิธีจัดการกับขยะอินทรีย์

  • รีดน้ำออกให้มากที่สุด (หรือให้แห้งที่สุด)
  • พัน/ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนทิ้ง
  • ไม่ควรใส่ถุงพลาสติกเพื่อทิ้ง เพราะคัดแยกยาก
  • แยกส่วนที่เป็นของเหลวและของแข็งออกจากกันเพราะทำให้เกิดความชื้น เสี่ยงปนเปื้อนสูง
  • น้ำมันพืชใช้แล้ว ใส่ขวดหรือภาชนะ แยกทิ้งจากขยะอื่น ๆ เพื่อไม่ทำให้ขยะในกองสกปรก และยากต่อการจัดการ ไม่ควรเททิ้งท่อระบายน้ำเด็ดขาด เพราะเป็นตัวการสำคัญให้ท่อระบายน้ำอุดตันและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์

ขยะทั่วไป

ขยะประเภทอื่นๆ มีลักษณะย่อยสลายยาก ไม่คุ้มต่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น ห่อพลาสติกขนมขบเคี้ยว ลูกอม ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถุง/ซองบรรจุผงซักฟอก ถุงพลาสติก กล่องโฟม ฟอยล์เปื้อนอาหาร ถุงดำ ฟิล์มห่ออาหาร ถ้วยกาแฟกระดาษ จานชามเมลามีน ของเล่น ตุ๊กตา หนังสัตว์ ฯลฯ พบประมาณ 3% ของปริมาณขยะ

วิธีจัดการกับขยะทั่วไป (รีไซเคิลไม่ได้)

  • ถ้าเปื้อนควรล้างก่อนทิ้ง
  • แยกส่วนที่เป็นโลหะออก
  • แยกใส่ถุง ทิ้งลงถังขยะทั่วไป
  • หากไม่มีถังขยะแบบแยกประเภท ควรระบุหน้าถุงให้ชัดเจนว่าข้างในเป็นอะไร

ขยะรีไซเคิล

ขยะที่ยังนำกลับใช้ประโยชน์ใหม่ได้ โดยนำมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต พบมากเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ 30 % ของปริมาณขยะ

ขยะรีไซเคิล ควรทำความสะอาดก่อนทิ้ง แยกใส่ถุง แสดงหน้าถุงให้ชัดเจน หากคัดแยกขยะรีไซเคิลจะขายได้ราคาดีขึ้น ประสิทธิภาพของกระบวนการรีไซเคิลขึ้นอยู่กับการคัดแยกที่ต้นทาง ขยะยิ่งสะอาดยิ่งรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการจะทิ้งขยะแต่ละครั้งจะต้องคิดก่อนทิ้ง เพราะขยะรีไซเคิลมีค่ากว่าที่คิด เช่น แก้ว กระดาษ เศษพลาสติก กล่องเครื่องดื่ม UHT กระป๋องเครื่องดื่ม เศษโลหะ อะลูมิเนียม ยางรถยนต์ ฯลฯ

นอกจากนี้ขยะรีไซเคิลสามารถนำมาดัดแปลงแก้ไข หรือนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งระบบแยกขยะของประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ทำให้นำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่า 20% ของปริมาณขยะทั้งหมด ดังนั้นการแยกขยะรีไซเคิลออกจากขยะอื่น ๆ จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้มากกว่าที่คิด

เกร็ดความรู้ วิธีจัดการกับน้ำมันปรุงอาหาร

การเทลงท่อระบายน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน แถมส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ น้ำมันใช้แล้วอาจนำไปใช้ซ้ำอีก 1 ครั้ง (reuse) หรือนำไปแปรรูป (recycle) เพิ่มมูลค่าได้ แต่จำเป็นต้องมีการจัดการที่ถูกต้องดังนี้

  1. ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น
  2. กรองใส่ในภาชนะ โดยใช้ที่กรองเศษอาหาร กรองเอาสิ่งสกปรกและเศษอาหารออกให้หมด
  3. แช่ในช่องฟรีซ หรือเก็บในพื้นที่เย็นชื้น ให้น้ำมันแข็งตัว ง่ายต่อการทิ้งลงถังขยะ
fridge in kitchen at night
fridge in kitchen

สรุป

การไม่สร้างขยะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ทำได้ยาก ดังนั้น “การคัดแยกขยะที่ต้นทาง” อย่างถูกต้อง คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาที่จะช่วยให้ระบบจัดการขยะมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสะดวกในการจัดเก็บ ลดต้นทุนในการรีไซเคิล นอกจากนี้ขยะบางชนิดยังสามารถนำไปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากนิทรรศการ “GO Zero WASTE ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” และเฟซบุ๊กเพจ Greenery

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ช่วยตัวเองให้ไกลมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในเพศชาย เฉลี่ยคือ ผู้ชาย 1 ใน 8 จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังเป็นมะเร็งที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเพศชายอีกด้วย การป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งจึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ผู้ชายทุกคนย่อมล้วนเคยช่วยตัวเองด้วยการใช้มือ หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “ชักว่าว” แม้ว่าการหมกมุ่นทางเพศที่มากเกินไปอาจมีผลเสียต่อร่างกาย แต่จากผลการวิจัยพบว่า การช่วยตัวเองเดือนละ 21 ครั้งสามารถช่วยเลี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่ผลการวิจัยบนนิตยสาร European Urology พบว่า ผู้ชายที่สำเร็จความใคร่ 21 ครั้งต่อเดือน สามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมายได้ 33%

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพศชายจำนวน 31,925 ผ่านการตรวจสอบมะเร็งต่อมลูกหมากและการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่า กลุ่มผู้ชายที่สำเร็จความใคร่บ่อยๆ และกลุ่มคนที่มีแอนติเจนต่อมลูกหมาก น้อยกว่าคนทั่วไปแสดงถึงอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

เกร็ดความรู้
แอนติเจนต่อมลูกหมาก หรือ Prostate-Specific Antigen(PSA) เป็นโปรตีนที่สร้างจากเซลล์ในต่อมลูกหมาก (ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง) PSA ส่วนใหญ่จะพบในน้ำอสุจิ แต่มีจำนวนน้อยในเลือด ผู้ชายส่วนใหญ่มีระดับต่ำกว่า 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng / มิลลิลิตร) ในเลือด

เมื่อนักวิจัยทำการเฉลี่ยจำนวนครั้งของผู้ชายที่มีค่า PSA ต่ำที่สุด พวกเขาพบว่าชายเหล่านั้นเฉลี่ยแล้วทำการช่วยตัวเองจนถึงจุดสุดยอด 21 ครั้งต่อเดือน

สรุป

อย่างไรก็ตามน้ำหนักตัวที่มาก กิจกรรมทางกาย และอาหารที่รับประทาน ก็ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เนื้อปลา ผักและผลไม้ รวมไปถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้

บทความนี้เผยแพร่เพียงผลของการวิจัย ไม่ได้สนับสนุนให้ช่วยตัวเองจนมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก : – europeanurology.comnews.com.aumayoclinic.org

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

Elsa from frozen

ฤดูไม่หนาว กับโรคที่แฝงมา

“…the cold never bothered me anyway” ท่อนหนึ่งของบทเพลงดิสนีย์ที่มีการบันทึกในภาษาต่างๆ ทั่วโลก การันตีด้วยหลายรางวัลและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ โดยในเวอร์ชันภาษาไทยขับร้องโดยแก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น ในท่อนนี้ร้องว่า “…ความหนาวไม่ทำให้เราเดือดร้อนสักเท่าไหร่” ที่อาจจะตรงข้ามกับสภาพอากาศของไทยที่ไม่รู้จักคำว่า “ฤดูหนาว” ทำให้ละเลยในการดูแลสุขภาพของตัวเองในยามที่ลมหนาวพัดผ่านเข้ามา

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Gam - Wichayanee Pearklin at “Frozen 2” World Premiere Red Carpe
Gam – Wichayanee Pearklin

ประเทศไทยอยู่ใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร ถือเป็นเขตมรสุมร้อนชื้นทำให้มีลักษณะอากาศที่แตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของโลก โดยในประเทศไทยหลายคนมักบอกว่า ฤดูหนาวไม่มีอยู่จริง และความหนาวไม่เคยทำให้คนไทยเดือดร้อนสักเท่าไหร่ นั้นจริงเหรอ?

ท่อนหนึ่งของเพลงปล่อยมันไป (Let’s it go) “…ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนสักเท่าไหร่”  นี้อาจตรงใจใครหลายๆ คน เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสัมผัสอากาศหนาว ยกเว้นบางพื้นที่ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องประสบภัยหนาว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพื้นที่อื่นๆ ของไทยมีฤดูหนาวอย่างชัดเจน จึงทำให้หลายคนละเลยการดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ลมหนาวที่หวนกลับมาอีกครั้ง ย่อมนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บโดยที่เราไม่รู้ตัว เพียงเพราะเราคิดว่า “ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนสักเท่าไหร่”

Elsa from Frozen with snow flake
Elsa with snow flake

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอวิธีป้องกันโรคที่แฝงมากับฤดูหนาว เพื่อให้คุณผู้อ่านรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงนะครับ

โรคไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่

หนึ่งในโรคที่แฝงมากับฤดูหนาวคือ โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางจมูก ปาก ตา เชื้อนี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจามออกสู่สาธารณะ โรคนี้ไม่ถือเป็นโรคร้ายแรง ส่วนมากให้ดูแลตามอาการและจะหายเองได้ภายใน 3-5 วัน โดยมีวิธีดูแลดังนี้

  • ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ ดื่มจนปัสสาวะใส ไม่ควรดื่มน้ำเปล่ามากเกินไป เพราะอาจขาดเกลือแร่
  • หากมีไข้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
  • ผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ 1 แก้ว ผสมเกลือ 1 ช้อน กลั้วคอ อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลาม
  • เบื้องต้นให้รักษาตามอาการที่ปรากฏ แต่หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มี 2 ชนิด คือ ชนิดครอบคลุม 3 สายพันธุ์ และชนิดครอบคลุม 4 สายพันธุ์ ซึ่งได้ผลดีทั้งสองชนิด แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางรายหากอาการไม่ทุเลาควรพบแพทย์ อย่างไรก็ตามไม่มีใครที่อยากป่วยจึงขอแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่
  • เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • เลี่ยงการไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอ จาม หรือสวมหน้ากากอนามัย
  • เมื่อป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน พักผ่อนอยู่กับบ้านจนกว่าจะหาย
Elsa Sick from Frozen Fever (2015)
Elsa Sick

โรคติดเชื้อไวรัส RSV

Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจ สามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ โดยนายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา ได้แนะนำเอาไว้ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส RSV

  • ล้างมือบ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ 
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น ผู้ป่วยไข้หวัดหรือปอดอักเสบ โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกไม่ควรให้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ 
  • หลีกเลี่ยงการนำมือที่ไม่สะอาดมาป้ายจมูกหรือตา ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกัน และทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ  ส่วนกรณีที่มีอาการป่วยควรหยุดพัก โดยเฉพาะนักเรียน และควรปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
  • ดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเกินไป และไม่ไปขัดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ

หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น เช่น ไอมากหอบเหนื่อย ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย  ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

Elsa get Fever from Frozen Fever
Elsa get Fever

โรคปอดบวม

โรคปอดบวมเป็นอีกหนึ่งโรคที่แฝงมากับฤดูหนาว เกิดจากการติดเชื้อในปอด ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ติดต่อทางจมูก ปาก ตา เชื้อนี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจามออกสู่ สาธารณะ หากมีอาการของโรคปอดบวมไม่แนะนำให้รักษาด้วยตนเอง แต่ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน สำหรับการติดต่อของโรคและการป้องกันโรคปอดบวมนั้น เหมือนกันกับโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

โรคสุกใส หรือโรคอีสุกอีใส

เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะน้ำจากตุ่มน้ำและติดต่อได้ทางอากาศ โดยมีอาการ มีไข้เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามตัว ร่วมกับมีผื่นขึ้นพร้อมกับมีไข้หรือหลังจากมีไข้ โดยมีวิธีป้องกันและรักษาดังนี้

วิธีการป้องกันโรคสุกใส หรือโรคอีสุกอีใส

  • พักผ่อนให้เพียงพอ หากมีไข้ควรกินยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล
  • ตัดเล็บให้สั้น และเลี่ยงการเกาตุ่มน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่อายุมากกว่า 12 ปี ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณารับยาฆ่าเชื้อโรคสุกใส
  • เลี่ยงการซื้อยาสมุนไพรหรือยาเขียวมารับประทานเอง เพราะอาจมีสารสเตียรอยด์และทำให้มีอาการแย่ลง
  • ผู้ที่มีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์
Elsa get chicken pox
Elsa get chicken pox

โรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสโดนเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่ป้องกันและควบคุมได้โดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานและผู้เลี้ยงเด็กให้รักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังการขับถ่าย หลังไอ จาม และหลังสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังเช็ดตัว เป็นต้น

วิธีการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

  • ควรแนะนำสุขอนามัยแก่บุตรหลาน โดยเฉพาะการล้างมือ
  • สถานเลี้ยงเด็กควรดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะของสถานที่ เช่น เช็ดถูอุปกรณ์ เครื่องเรือน เครื่องเล่น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
  • ในโรงเรียนอนุบาล/ประถมศึกษา ควรเพิ่มความรู้เรื่องโรคและการป้องกัน
  • หากเด็กมีอาการป่วยซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก อย่าให้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กอื่น
  • หากเด็กมีตุ่มในปากโดยที่ยังไม่มีอาการอื่นให้หยุดพักอยู่บ้าน
  • หากอาการรุนแรง เช่น ไม่ยอมรับประทานอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • กรณีที่เด็กป่วยด้วยโรคมือ เท้า ปาก ให้หยุดเรียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยนับจากวันเริ่มป่วย
  • การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ ที่เด็กป่วยสัมผัส ให้ทำความสะอาดด้วยสบู่หรือผงซักฟอกปกติก่อน แล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาว เช่น คลอรอกซ์ ไฮเตอร์ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
Elsa Anna and Queen Iduna frome Frozen 2 (2019)
Elsa Anna and Queen Iduna

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก

มักจะเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้โดยการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน สำหรับวิธีการป้องกันและดูแลรักษาเบื้องต้นทำได้ดังนี้

วิธีการป้องกันโรคอุจจาระร่วงในเด็ก

  • เลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างปลอดภัย
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ดื่มน้ำที่สะอาด
  • หากจำเป็นต้องเก็บอาหารที่ปรุงสุกไว้นานกว่า 4 ชั่วโมง ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ส่วนอาหารสำหรับทารกไม่ควรเก็บข้ามมื้อ และก่อนนำมารับประทานควรอุ่นให้ร้อน
  • ไม่นำอาหารที่ปรุงสุกแล้วมาปนกับอาหารดิบอีก เพราะอาหารที่สุกอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนการปรุงอาหาร ก่อนรับประทาน และหลังการเข้าห้องน้ำ
  • ดูแลความสะอาดของพื้นที่เตรียมอาหาร ล้างทำความสะอาดหลังการใช้ทกครั้ง กำจัดขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  • ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร ล้างภาชนะ และระวังเป็นพิเศษในการใช้น้ำเพื่อเตรียมอาหารเด็กทารก

สรุป

ฤดูหนาวที่แม้ว่าในช่วงกลางวันจะมีแดด หรือมีอากาศที่ร้อน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวจะยิ่งทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความหนาวจะสร้างความเดือดร้อนให้เราเมื่อไหร่ การป้องกันด้วยการดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่ร่างกายจะส่งสัญญาณว่า…..

“ความหนาวเริ่มทำให้เราเดือดร้อนแล้วล่ะ”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย และหนังสือคู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers