รสนิยมทางเพศที่มากกว่า LGBTQ

องค์การสหประชาชาติ (UN) ประมาณการว่าประชากรโลกมีจำนวนราว ๆ 7,300 ล้านคน โดย Zocial, inc. ได้ระบุว่าในโลกของ Facebook มีประชากรเกย์ทั้งโลกรวมกันทั้งหมดกว่า 15.4 ล้านคน นำโดยอินเดีย (3 ล้านคน) สหรัฐอเมริกา (760,000 คน) และอียิป (640,000 คน) ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรเกย์เป็นอันดับที่ 8 (340,000 คน)

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ปรภ จะพาผู้อ่านมารู้จักกับรสนิยมทางเพศ หรือความรู้สึกดึงดูดทางเพศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก LGBTQ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer) ซึ่งเป็นรสนิยมทางเพศที่มากกว่าการชอบเพศเดียวกัน ชอบในเพศของกันและกัน รวมไปถึงชอบในสิ่งที่ยากจะหาคำอธิบายเพศ

Sigmund Freud บิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์ บอกว่า เซ็กส์สำหรับคนทั่วไปคือ “แรงขับ” อย่างหนึ่งในชีวิตที่ทำให้เราทำโน่นนั่นนี่ แสดงออกแบบนั้นแบบนี้ Olivia Goldhill ได้อธิบายว่า ปัจจุบันรสนิยมทางเพศเพิ่มขึ้นเกิดจากการที่ผู้คนต้องการจะอธิบายความรู้สึกทางเพศของตน ที่นอกเหนือจากการเป็นเกย์ รักต่างเพศ เลียสเบี้ยน หรือไบเซ็กชวล ซึ่งคำเหล่านี้ใช้อธิบายเพศอย่างกว้าง ๆ แต่ไม่ได้พูดถึงพฤติกรรมหรือความรู้สึกดึงดูดอย่างเฉพาะเจาะจง และนี่คือ 6 รสนิยมทางเพศที่คุณอาจยังไม่เคยได้ยินมาก่อน

1. Androgynosexual

Androgynosexual คือผู้ที่มีความรู้สึกดึงดูดต่อทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะคนที่มีลักษณะเป็นทั้งชายและหญิง หรือแสดงออกและภาพลักษณ์ในคน ๆ เดียว

Androgynosexual มาจากภาษากรีก
“Andros” หมายถึง ชาย/ชาย “Gyno” หมายถึง หญิง/หญิง
และคำละติน Sexualis มีความหมาย “เกี่ยวข้องกับเพศ”

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ Androgynosexual คือ ผู้ที่ชอบผู้ชายหรือหญิงที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด คือผู้ที่ชอบเกย์ ทอม กะเทย เป็นต้น

2. Autosexual

Autosexual ถูกบัญญัติครั้งแรกโดย Bernard Apfelbaum นักบำบัดทางเพศที่นิยามเอาไว้ในปี 1989 ว่า “ออโต้เซ็กชวลคือผู้ที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศจากการกระตุ้นโดยบุคคลอื่น”

ปัจจุบันคำนี้หมายถึง คนที่มีความรู้สึกเร้าทางเพศกับร่างกายของตัวเองเป็นหลักหรือส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านี้เห็นแก่ตัวหรือไม่อยากสร้างความสุขทางเพศให้ผู้อื่น แต่พวกเขาสนใจความสุขและประสบการณ์ทางเพศแบบส่วนตัวมากกว่า

Michael Aaron ผู้เขียนหนังสือเพศศึกษา Modern Sexuality: The Truth About Sex And Relationships กล่าวว่า “ผู้เป็นออโตเซ็กชวลมักรู้สึกสบายใจและพึงพอใจทางเพศเมื่ออยู่กับตัวเอง ซึ่งต่างจากผู้ที่เป็นโรคหลงตัวเองที่มักต้องการความสนใจจากผู้อื่น”

Autosexual จึงหมายถึงคนที่มีความรู้สึกเร้าทางเพศกับร่างกายของตัวเอง หรือผู้ที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศจากการกระตุ้นโดยบุคคลอื่น เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สึกทางเพศกับตัวเอง หรือการช่วยตัวเอง

3. Asexual

Asexual เป็นเรื่องที่ ซับซ้อน และ เจ็บปวด กว่าการถือพรหมจรรย์ เพราะการถือพรหมจรรย์เป็น ทางเลือก แต่ Asexuality นั้้นเป็น Sexual orientation (รสนิยมทางเพศอย่างหนึ่ง)

จากการศึกษาในปี ค.ศ. 2004 พบผู้ไม่ฝักใจทางเพศ 1% อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ยังต้องการความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด เพียงแค่ไม่ต้องการเซ็กส์ แต่ยังต้องการมีความสัมพันธ์ในรูปแบบโรแมนติกที่สามารถ “รัก” โดยไม่ต้องการ “ความใคร่”

Asexuality ถูกแปลเป็นไทยว่า ผู้ไม่ฝักใจทางเพศ
ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นพวกถือพรหมจรรย์
หรือขั้นว่าเป็นพระสงฆ์ บรรพชิต หรือผู้ละเว้นทางโลก ซึ่งไม่จริง

Asexual หรือ Nonsexual คือการขาดความสนใจทางเพศ ไม่ให้ความสนใจต่อกิจกรรมทางเพศ

4. Graysexual

Graysexual คือผู้ที่มีความต้องการทางเพศเป็นครั้งคราว ถือเป็นกลุ่มที่อยู่ตรงกลางระว่าง Asexual และ Sexual โดยจะเน้นที่ความสัมพันธ์ที่ปราศจากเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นการออกเดท การจับมือระหว่างเดินกลับบ้าน ซึ่งจะส่งผลต่อความใกล้ชิดที่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ เพราะเสน่ห์ทางเพศไม่จำเป็นต้องมีความเซ็กส์กันเสมอไป แต่ความต้องการทางเพศจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง เช่น ความรัก

5. Objectumsexual

Objectumsexual คือผู้ที่มีความรู้สึกดึงดูดกับวัตถุ เช่น ความรักที่มีต่อตุ๊กตา หนุ่มชาวญี่ปุ่นแต่งงานกับตุ๊กตายาง หรือผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งงานกับหอไอเฟล อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ไม่ได้รักเพราะต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ทางกายภาพกับสิ่งของนั้น ๆ โดยตรง แต่พวกเขารักด้วยความรักจริง ๆ มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งและสัมผัสทางกายที่สื่อถึงความรักในหลายรูปแบบ เช่น การสัมผัส การโอบกอด การยืนพิง เป็นต้น

หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ตลก ที่ใครสักคนตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อได้เข้าไปกอดจูบเครื่องเล่นในสวนสนุก ได้ลูบไล้กำแพงขนาดใหญ่ และหลายคนอาจมองว่านี่เป็นอาการป่วยทางจิต แต่หากเราคิดในอีกรูปแบบมันคือการผูกพันทางใจกับสิ่งของบางอย่าง คุณอาจต้องนอนกอดผ้าห่มผืนเดิมที่มีมาแต่เกิด หรือตุ๊กตาตัวโปรดที่ต้องอยู่ข้างกายตลอดแม้คุณจะอายุเยอะแค่ไหนก็ตาม

6. Sapiosexual

Sapiosexual คือ ผู้ที่เห็นว่าความฉลาดเป็นลักษณะที่ดึงดูดทางเพศมากที่สุด คนกลุ่มนี้จะไม่เห็นผู้อื่นว่าน่าดึงดูดใจในทันทีที่พบ แต่ความรู้สึกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อได้พูดคุย ได้รู้จัก เช่น ผู้ที่ไม่ได้รู้สึกดึงดูดใจจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ดึงดูดใจกับคนที่มีความสามารถเก่งกาจในการจัดการอะไรหลาย ๆ เรื่อง วิธีการพูด ความเชื่อมั่นในตัวเองที่ดึงดูดใจให้เข้าไปทำความรู้จัก และเมื่อรู้จักจึงมองเห็นว่าเธอสวย ถือเป็นการชื่นชอบที่นิสัยอย่างแท้จริง  

มาจากคำว่า sapiens + sexual
ซึ่งคำว่า sapiens เป็นภาษาละติน แปลว่า ความฉลาด

คนกลุ่มนี้มองเซ็กส์เป็นเรื่องรอง แต่ชื่นชอบการพูดคุยที่ออกรสชาติมากกว่า การเติมเต็มจิตใจที่มากกว่าร่างกาย และการสนทนากับเขาจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์ทางเพศ ไม่ใช่การสัมผัสหรือเย้ายวลจากรูปลักษณ์ภายนอก โดยจะรู้สึกว่าความฉลาดของเขาเป็นสิ่งที่เซ็กซี่และกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และมองว่าอวัยวะทางเพศไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นได้ดีที่สุด

สรุป

ทั้งนี้ความต้องการทางเพศของมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงได้ เกย์คนหนึ่งอาจเป็นออโตเซ็กชวลหรือเอเซ็กชวลได้ เลสเบี้ยนก็อาจเป็นออโตเซ็กชวลและออพเจ็คตัมเซ็กชวลได้เหมือนกัน และชื่อเรียกเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้คุณรู้สึกอับอาย แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความต้องการของมนุษย์อย่างชัดเจน

ความรักมีหลายรูปแบบ ขึ้นกับความต้องการของแต่ละคน ความสุขของแต่ละคน และแม้ว่าบางแบบอาจดูแปลกและเข้าใจยาก แต่ไม่ว่ายังไงความรักก็คือสิ่งที่สวยงามเสมอ แล้วคุณล่ะมีรสนิยมทางเพศแบบไหน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก
– https://www.bbc.com

– https://youngprideclub.com
– https://www.dek-d.com
– https://storylog.co
– https://themomentum.co
https://psycnet.apa.org

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


รสนิยมแบบ Fetish ความใคร่เฉพาะจุด

Fetish หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ความใคร่เฉพาะจุด” หลายคนอาจเคยเห็นคำนี้ผ่านตามาบ้างจากการจัดหมวดหมู่ประเภทของหนังโป๊ แต่ความหมายของคำนี้ถูกแตกแขนงออกเป็นอีกหลายสายซึ่งมีความหมายย่อยที่แตกต่างกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

Fetishism ในทางการแพทย์หมายถึง กลุ่มคนที่มีความใคร่กับวัตถุ สิ่งของ ของเพศตรงข้าม การมีความสุขทางเพศกับส่วนหนึ่งของร่างกายหรือวัตถุ ประเภทของความสนใจในเรื่องสิ่งของ หรือชอบสะสมของของเพศตรงข้าม ซึ่งอาจเป็นการที่คุณชอบหน้าอกผู้หญิง หรือชอบซิกแพคของผู้ชายก็ได้ แต่ยังมีพฤติกรรมที่ถูกเรียกอีกหลายแบบแตกย่อยดังต่อไปนี้

• Armpit Fetish

Armpit แปลว่า รักแร้ Armpit Fetish คือผู้ที่เกิดอารมณ์ความใคร่กับ “รักแร้” โดยมีพฤติกรรมชื่นชอบการซุกหน้าลงไปยังรักแร้ของอีกฝ่ายอย่างคลั่งไคล้ และสูดดม บางคนอาจชื่นชอบวงแขนที่เรียบเนียนไม่มีขน บางคนอาจชื่นชอบวงแขนที่มีขนเป็นตอ ในขณะที่บางคนชอบให้มีกลิ่นอับหรือมีเหงื่อ

Photo by christian buehner on Unsplash

• Clothing Fetish

Clothing Fetish คือผู้ที่ชื่นชอบการแต่งตัวเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ เช่น การแต่งชุดหมอหรือพยาบาล การใส่ชุดเครื่องแบบต่างๆ รวมไปถึงการสวมบทบาทเพื่อใช้ทักษะพิเศษของบทบาทนั้นๆ กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

• Food Play

กลุ่มที่ชื่นชอบการนำอาหารหรือของกินมาราดบนตัวของอีกฝ่าย หรือหั่นของกินเป็นชิ้นแล้ววางไว้ตามตัว หรือให้ผู้อื่นมากินของที่อยู่บนตัวเอง นอกจากนี้อาหารและสมุนไพรบางชนิดมีเจตนาเพื่อก่อให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในตัวเอง

• Foot Fetish

Foot Fetish คือผู้ที่มีความใคร่กับการได้เห็นตั้งแต่ขาอ่อนไปจนถึงปลายเท้า โดยเฉพาะผู้ที่มีเท้าสวย บางคนอาจชื่นชอบการทำกิจกรรมทางเพศด้วยเท้า เช่น เล้าโลมหรือเลียเท้า ไปจนถึงการใช้เท้าในการถูไถจนสำเร็จความใคร่ นอกจากนี้ Foot Fetish ยังแบ่งแยกย่อยออกเป็นอีกหลายประเภทดังนี้

  • Revving คือผู้ที่เกิดอารมณ์ทางเพศกับผู้หญิงที่สวมรองเท้ามีส้น และต้องกำลังเหยียบคันเร่งของรถด้วย
  • Stocking Fetish คือผู้ที่คลั่งไคล้ถุงน่อง หรือผู้ที่สวมใส่ถุงน่อง ชื่นชอบการร่วมเพศขณะตนเองหรือคู่สวมใส่ถุงน่อง
  • Shoes Fetish คือผู้ที่คลั่งไคล้รองเท้า เกิดอารมณ์กับผู้ที่สวมใส่รองเท้า ชื่นชอบการร่วมเพศขณะ ตนเองหรือคู่สวมรองเท้า

• Glasses Fetish

แว่นตา เป็นสิ่งที่สร้างให้เกิดความใคร่ให้กับคนกลุ่มนี้ และยังชื่นชอบให้อีกฝ่ายสวมแว่นตา แว่นกันแดด รวมถึงคอนแทคเลนส์อีกด้วย ทั้งนี้ในประเทศญี่ปุ่นมีศัพท์เรียกสาวแว่นว่า Meganeko และเรียกหนุ่มแว่นว่า Meganedanshi

• Tickling Fetish

Tickling หรือการจั๊กจี้ เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความสุขอย่างไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดอารมณ์ใคร่ตามมา

• Looners หรือ Balloon Fetish

เป็นคำเรียกในผู้ที่ชื่นชอบลูกโป่งอย่างมาก และนำลูกโป่งเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของเซ็กส์ เช่น นำมาใช้ประกอบกิจกรรมทางเพศ หรือบางคนก็เกิดอารมณ์กับการมองลูกโป่งแตก

• Navel Fetish

ผู้ที่มีความชื่นชอบกับรูปทรงของสะดือ โดยกลิ่นหรือรูปร่าง รูปทรง ความลึกโบ๋เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

shirtless man lay on bed
Man

สรุป

รสนิยมทางเพศของแต่ละคนแตกต่างกัน ทุกคนมีความชอบเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตามเซ็กส์เป็นกิจกรรมของทั้งสองฝ่าย แต่รสนิยมทางเพศของคนเราที่มีความหลากหลายและยิบย่อย Fetish จึงเป็นคำอธิบายความหลากหลายนั้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


Photo by Mikail Duran on Unsplash

ผมถูกคุกคามทางเพศ

“…ผมสัมผัสได้ว่ามีอะไรมาโดนเป้ากางเกง แต่คิดว่าเป็นกระเป๋า จนกระทั่งสิ่งนั้นมันเสียดสีต่อเนื่อง เหมือนว่าโดนลูบเป้าอยู่ก็เลยเบี่ยงตัวหันข้าง แต่ด้วยสภาพแออัดบนเรือโดยสารเวลา 5 โมงเย็นหลังเลิกงาน ทำให้ขยับหนีไม่ได้มาก พอลงเรือก็ถูกเดินตามจนต้องรีบขึ้นรถกลับบ้านทันที ผมไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เพราะผมเป็นผู้ชาย และอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน…”

การคุกคามทางเพศในปัจจุบันไม่มีข้อจำกัดทางเพศ ไม่ว่าเพศไหนก็ถูกลวนลามหรือคุกคามได้ โดย 45% เกิดขึ้นบนขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ รถเมล์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า เรือโดยสาร เครื่องบิน ฯลฯ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo by Manki Kim on Unsplash
People in public transport

การคุกคามทางเพศ หรือที่เรียกว่า การลวนลามทางเพศ  หมายถึง การกระทำหรือแสดงออกในทางเพศ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมผ่านการใช้สายตา ท่าทาง เสียง คำพูด ร่างกาย หรือสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้ารู้สึกเดือดร้อน อึดอัด ไม่พอใจ และรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารหนาแน่น หรือช่วงที่ผู้โดยสารบางตา ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งอาจเกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์ ชานชาลา ท่ารถ ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสนามบินได้ด้วย

การคุกคามทางเพศมีอะไรบ้าง

  1. การคุกคามด้วยสายตาหรือท่าทาง เช่น จ้องมองร่างกาย ใช้สายตาแทะโลม ทำท่าทางเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอวัยวะเพศ ความต้องการทางเพศ หรือการร่วมเพศ
  2. การคุกคามด้วยวาจา เช่น ผิวปากใส่ พูดแซว พูดเกี้ยวพาราสี พูดแบบหมาหยอกไก่ พูดสองแง่สองง่าม พูดตลกลามก หรือชวนพูดคุยในลักษณะที่ทำให้คนฟังอึดอัด เช่น ซักไซ้เรื่องส่วนตัว พูดพาดพิงถึงรูปร่างหน้าตาและการแต่งกาย ชวนพูดคุยเรื่องเพศทั้งที่พูดลอย ๆ ให้ได้ยิน หรือพูดกับผู้ที่ตกเป็นเป้าโดยตรง
  3. การคุกคามทางร่างกาย มีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่การแตะเนื้อต้องตัว แต๊ะอั๋ง ลูบไล้ โอบกอด หอม ใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายสัมผัสถูไถ รวมทั้งการเดินตาม สะกดรอยตาม โชว์อวัยวะเพศ สำเร็จความใคร่ให้ผู้อื่นเห็น หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นพยายามข่มขืน หรือข่มขืน
  4. การคุกคามผ่านช่องทางการสื่อสาร หรือทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่น่าอึดอัดในเรื่องเพศ เช่น แอบถ่ายภาพผู้โดยสารคนอื่น ถ่ายภาพช้อนใต้กระโปรงหรือหน้าอก เปิดรูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือภาพยนตร์ลามกอนาจารบนโทรศัพท์มือถือให้คนข้างๆ เห็น
Photo by Icons8 Team on Unsplash

ตัวอย่างเหตุการณ์

“…เคยมีผู้ชายเอาเป้ามาเบียดตอนนั่งบนรถเมล์ค่ะ…” คุณพี นามสมมติ เล่าถึงประการณ์ถูกคุกคามทางเพศบนรถเมล์ให้ฟังว่า ขณะที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนรถเมล์ รู้สึกแถวๆ ไหล่ตนมีอะไรบางอย่างมาถู เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นผู้หญิงตรงหน้าส่งสัญญาณบอกด้วยสายตาว่ากำลังถูกลวนลาม จนกระทั่งผู้ชายคนดังกล่าวลงจากรถไป จึงได้รู้ว่าเขาเอาเป้ากางเกงมาถูที่ไหล่เพราะพบคราบขาวๆ เป็นจุดที่เสื้อของตน เหตุการณ์นั้นคุณพีไม่รู้ตัว จึงทำให้ไม่ได้มีท่าทีที่ตอบโต้แต่อย่างใด

อีกหนึ่งการถูกคุกคามบนรถไฟฟ้า คุณโรจ นามสมมติ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนรถไฟฟ้าว่า ตนยืนติดกับประตูแล้วหันหน้าออกดูวิว หลังจากนั้นถูกเบียดจากด้านหลังและสัมผัสได้ว่าถูกใช้เป้าเบียดกับก้นของตนเอง สัมผัสได้เกิดการแข็งตัวในคู่กรณี บวกกับลมหายใจที่เริ่มแรงขึ้นจนได้ยิน “…ตอนนั้นตกใจทำอะไรไม่ถูก พอรถไฟฟ้าจอดจึงรีบลงมาตั้งสติ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกับตัวเอง แม้ว่าจะรู้ว่าควรตะโกนขอความช่วยเหลือหรือบอกให้หยุด แต่พอเจอเข้าจริง ๆ สติมันไม่อยู่กับตัว…” คุณโรจเล่าให้ฟัง พร้อมบอกให้ทุกคนตั้งสติให้ดีเมื่อเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

Gay couple
Gay couple

แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อถูกคุกคาม แต่ด้วยความเขินอาย รวมถึงไม่มีหลักฐานชี้ชัด ทำให้ไม่กล้าที่จะกระทำการใด ๆ นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงหลายคนมักจะไม่มีสติ ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร

5 วิธีเผือก เมื่อเจอเหตุการณ์คุกคามทางเพศ

  1. ใช้เสียง ด้วยการตะโกนออกมา ชักชวนให้คนรอบข้างเห็นและตั้งคำถามกับพฤติกรรม
  2. แจ้งเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานบนรถช่วยจัดการ
  3. เอาตัวเข้าแทรก ด้วยการเดินเข้าไปยืนแทรกกลาง เพื่อคั่นระหว่างผู้คุกคามและผู้ที่ถูกคุกคาม
  4. ทำเนียนว่ารู้จัก ด้วยการเข้าไปทักทายเหมือนว่าเป็นเพื่อน และชวนคุยจนผู้ที่คุกคามถอยห่าง
  5. ถ่ายคลิป เพื่อใช้เป็นหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากประสบการณ์ข้างต้น หลายคนมักจะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร รวมถึงเมื่อเผชิญกับผู้คุกคามมักจะตกใจจนไม่มีสติจะรับมือจากภัยคุกคาม สำหรับวิธีเอาตัวรอดจากการถูกคุกคามทางเพศสามารถทำได้ดังนี้

วิธีป้องกันตัวจากการคุกคามทางเพศ

  1. ตั้งสติให้ดี และแสดงออกว่าคุณรู้ตัวและไม่ยินยอม
  2. ให้ลุกเดินหนีจากที่นั่ง
  3. ส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

หากถูกผู้คุกคามใช้กำลัง ให้ใช้ไฟฉาย ปากกาหรือขวดน้ำเพื่อป้องกันตัวเอง โดยให้ใช้วิธีนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย และใช้ในกรณีที่ผู้กระทำใช้กำลังหรือถูกทำให้จนมุม

man using smartphone
man using smartphone

สรุป

ผู้ถูกกระทำหลายคนไม่กล้าเปิดปาก บางคนกลัวและอาย หรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร? จนที่สุดแล้วรู้สึกหวาดระแวงทุกครั้งเมื่อต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ทั้งที่เราทุกคนมีสิทธิที่จะได้อยู่อาศัยในเมืองที่ปลอดภัย (Rights to the City) ซึ่งการเดินทางโดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ก็ควรทำได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน มาร่วมกันผนึกพลังเพื่อสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย อย่าเงียบ อย่านิ่งเฉย เพราะการถูกคุกคามทางเพศอาจเกิดขึ้นกับตัวคุณก็ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากคู่มือเผือก โดย เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง
ให้สัมภาษณ์โดยผู้เคยถูกคุกคามทางเพศบนขนส่งสาธารณะ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


6 ขั้นตอน สู่การยอมรับความเป็นเกย์

การที่เกย์สักคนจะอยู่ในสังคมโดยไม่มีใครรู้ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “แอบ” ย่อมก่อให้เกิดความอึดอัด และกดดันภายในตัวเอง แม้ว่าสังคมไทยจะเปิดกว้างในเรื่องของรสนิยมทางเพศ แต่ด้วยวัฒนธรรมของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน ทำให้หลายคนยังต้องจำใจปกปิดมันเอาไว้ในใจและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเพศภาวะที่สังคมคาดหวัง

บทความที่ ปรภ จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องวิชาการที่มีการศึกษาวิจัยจริง โดยจะพาผู้อ่านทุกคนมาทำความรู้จักกับกระบวนการที่เกย์คนหนึ่งจะเปิดเผยรสนิยมทางเพศออกมา ว่ามันผ่านขั้นตอนใด และจะส่งผลกระทบในด้านใดบ้าง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Man wearing make up
Man wearing make up

ยังมีเกย์อีกหลายคนที่ “แอบ” เพียงเพราะว่าตัวเองยังไม่ยอมรับในตัวเอง ไม่ยอมรับความชอบของตัวเอง ไม่ยอมรับว่าตัวเองชอบเพศเดียวกัน เป็นเพราะการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงเพียงเท่านั้น

6 กระบวนการ การยอมรับรสนิยมทางเพศ

การที่เกย์สักคนจะเปิดเผยออกมาว่าตนเองเป็นเกย์ จะต้องเกิดการยอมรับในตนเองเสียก่อน โดยมีงานวิจัยที่ได้วิเคราะห์ประสบการณ์การยอมรับความเป็นเกย์เอาไว้ ผ่าน 6 กระบวนการดังนี้

1. การเริ่มสัมผัสรสนิยมทางเพศแบบเกย์ของตนเอง

การที่ผู้ชายคนนึงจะรับรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ ในขั้นตอนนี้จะเริ่มสับสน เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นเกย์ และพยายามปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่เกย์ เพราะสังคมปัจจุบันรวมถึงค่านิยมไทย แต่สำหรับบางคนก็จะพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิงเลย

2. การก้าวไปสู่ความชัดเจนในการเป็นเกย์ของตนเอง

ผู้ชายที่ยังไม่ชัดเจนในตนเอง จะเจอประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเกย์ เช่น การเผชิญกับอคติทางลบของสังคมที่มีต่อเกย์ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย การมีคนรักเป็นผู้ชาย ที่จะช่วยให้บุคคลนั้นชัดเจนและเข้าใจในตัวตนเกย์ของตนเองมากขึ้น

3. การยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง

พอผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกย์มาก็จะเกิดการยอมรับ และเข้าใจในความเป็นเกย์ของตนเอง เริ่มเข้าสังคมของกลุ่มเกย์ และเริ่มทำใจยอมรับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาจส่งผลตามมามากขึ้น

4. การเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแบบเกย์

เมื่อยอมรับตนเองได้แล้ว ก็จะเริ่มถามกับตัวเองถึงการยอมรับของคนรอบข้าง ต้องการให้ครอบครัว สังคม เพื่อน ยอมรับในความเป็นเกย์ของตนเอง และเริ่มเปิดเผยให้ครอบครัว สังคม และเพื่อนรับรู้

5. การใช้ชีวิตของเกย์

เมื่อสังคมรอบข้างยอมรับได้แล้ว เกย์ผู้นั้นก็จะเริ่มเข้าใจถึงข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแบบเกย์ และเริ่มพัฒนาศักยภาพตนเองให้สอดคล้องกับชีวิตเกย์ที่เปิดเผย ซึ่งคนรอบข้างเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาดังกล่าวด้วย

6. การเกิดบูรณาภาพของบุคลิกภาพ

การที่เกย์เปิดรับประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาเข้าสู่ตัวตน ก็จะเริ่มเกิดความลงตัว รู้สึกสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง มีความสุขกับการเป็นเกย์ มีความทระนงในความเป็นเกย์ และไม่พยายามเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวจริงของตัวเอง

man-with-flower
man with flower

จากประสบการณ์ของ ปรภ ที่ได้ผ่านกระบวนการนี้มาจนสิ้นสุดแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่กระบวนการแรก 

เพราะผมเองไม่ยอมรับในความเป็นเกย์ ด้วยสังคมและค่านิยมที่ยังไม่เปิดรับ ทำให้เกิดการสับสนและปิดกั้นตัวเองมาอย่างยาวนานถึงขั้นลองคบกับผู้หญิงด้วยสถานะแฟน 

แต่ด้วยความที่มันไม่ใช่ตัวเองทำให้ต้องเลิกรากันและยอมรับ บอกกับตัวเองว่า ผมเป็นเกย์ เมื่อยอมรับได้แล้วก็ตัดสินใจที่จะบอกครอบครัว เพื่อน และเมื่อทั้งหมดให้การยอมรับ ชีวิตของผมก็เหมือนปลดล็อก สามารถเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ มีความสุขกับการใช้ชีวิต และไม่เคยกังวลเรื่องนี้อีกเลย

Drag Queen
Drag Queen

การที่เกย์ยอมรับตนเองจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้ที่มีค่านิยมและหลักการความเชื่อมั่นของตนเอง
  • พร้อมยืนยันความคิดความเชื่อของตนเองเมื่อเกิดกรณีขัดแย้งในความคิดเห็น
  • พร้อมเปลี่ยนแปลงความคิดตนเองเมื่อพบว่าไม่ถูก
  • สามารถตัดสินใจในการกระทำของตนและยอมรับการกระทำนั้น
  • เป็นผู้ที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลถึงเรื่องอนาคตหรือเรื่องในอดีต
  • มีความเชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้เมื่อเผชิญกับความล้มเหลว
  • เป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่าตนเองเท่าเทียมกับผู้อื่นในฐานะมนุษย์เหมือนกัน
  • มีความรู้สึกว่าตนไม่ได้เหนือหรือด้อยกว่าผู้อื่น
  • เป็นผู้ที่สามารถรับการชื่นชมสรรเสริญจากผู้อื่นได้อย่างไม่รู้สึกเขิน
  • สามารถยอมรับความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
  • เห็นว่าความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความรัก ความเศร้า เป็นความรู้สึกธรรมชาติ
Man in water
Man in water

สำหรับใครที่ยังไม่เปิดเผยตนเอง ปรภ ขอแนะนำให้ลองเริ่มที่เปิดใจกับตัวเองดูก่อน ยอมรับตัวเองให้ได้ แล้วจะมองว่ามันไม่ได้มีอะไรผิด เราสามารถเป็นคนดีในสังคมได้ตราบใดที่เรายังเป็นเรา เพียงแค่รสนิยมทางเพศของเราอาจไม่ตรงตามเพศเท่านั้นเอง

สรุป

มันไม่ใช่เรื่องผิดกับกรที่เราจะไปชอบใคร แต่มันผิดที่เราไม่ยอมรับความจริงที่ตัวเองเป็น และขั้นร้ายแรงคือการหลอกตัวเองว่าชอบผู้หญิง นำไปสู่การแต่งงานและหย่าร้างในท้ายที่สุด อย่าทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะตัวคุณไม่ยอมรับตัวเองเลยครับ

จงรักและเคารพตัวจริงของตัวเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– ภาคภูมิ เดชะอนันต์วงศ์ (2555) การยอมรับตนเองด้านความโน้มเอียงทางเพศของชายรักชาย

บทความที่น่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


เกย์ 3 กลุ่มบนเฟซบุ๊ก

เกย์ส่วนใหญ่จะเปิดเผยตัวเองในโลกอินเทอร์เน็ตมากกว่าในโลกแห่งความจริง เพราะเกย์จะเปิดเผยตนเองในทุกพื้นที่ที่ตนเองมีความรู้สึกว่าปลอดภัย หรือไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น 

บทความในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งบทความวิชาการที่ ปรภ ขอนำเสนอให้ผู้อ่านได้รู้จักถึง 3 ประเภทการเปิดเผยรสนิยมทางเพศของกลุ่มชายรักชายบนเฟซบุ๊ก โดยอ้างอิงผลงานวิจัยที่ได้มีการศึกษาจริงดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
man with technology
man with technology

ยุค 4.0 ที่หลายคนให้ความสำคัญ เมื่อมองถึงเรื่องของกลุ่มเกย์ (ชายรักชาย) ก็พบว่า อินเทอร์เน็ตสร้างประโยชน์ให้กับชาวเกย์มากมาย การแสดงตัวตนในโลกความจริงส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เช่น บาร์เกย์ ผับเกย์ หรือคลับเฉพาะกลุ่มเกย์ มากกว่าการแสดงออกตามห้าง หรือตามพื้นที่สาธารณะ

ทั้งนี้พื้นที่สาธารณะบางแห่งที่ถูกสร้างความหมายว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของกลุ่มเกย์ เช่น การไปมีเพศสัมพันธ์กันกลางสวนสาธารณะ หรือถ้าภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า การเอ้าดอร์นั่นเอง

นั่นเพราะเกย์จะเปิดเผยตนเองในทุกที่ที่ตนเองรู้สึกว่าปลอดภัย หรือได้รับการไว้วางใจจากบุคคลรอบข้างในพื้นที่เหล่านั้น แต่มีกลุ่มเกย์บางกลุ่มที่จะใช้อินเทอร์เน็ตในการเปิดเผยตนเอง

Man with smartphone

ปัจจุบันเราสามารถเปิดเผยตนเองได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเฟซบุ๊กที่แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมันยังสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี 

เกย์ 3 กลุ่มบนเฟซบุ๊ก

ในอดีตผู้คนจะเปิดเผยตนเองผ่านทางวาจา หรือทางอ้อมด้วยพฤติกรรม แต่ในปัจจุบัน เกย์หลายคนเปิดเผยตนเองด้วยการตั้งค่าในส่วนของข้อมูลพื้นฐานว่า เป็นกลุ่มคนที่รักเพศเดียวกัน ซึ่งจากงานวิจัยของ Owens ได้จำแนกกลุ่มเกย์ที่เปิดเผยตนเองในเฟซบุ๊กไว้ 3 กลุ่มดังนี้

1. Out and proud

เกย์กลุ่มนี้ใช้ใช้เฟซบุ๊กในการยืนยันเอกลักษณ์ทางเพศของตนเอง ใช้ภาษา ถ้อยคำ และโพสต์เนื้อหาที่ทำให้คนเข้าในเฟซบุ๊กแล้วรู้ทันทีว่าตนเองเป็นเกย์

คนกลุ่มนี้มีความสบายใจที่จะเปิดเผยตนเอง มีความเห็นว่าการเปิดเผยในเฟซบุ๊กง่ายกว่าชีวิตจริง เพราะสามารถเลี่ยงการปะทะด้วยวาจาของครอบครัว และการดูถูกของคนใกล้ชิดได้

2. Out and discreet

เกย์กลุ่มนี้จะเปิดเผยตนเองอย่างระมัดระวัง จะเปิดเผยว่าตนเป็นเกย์กับเพียงแค่คนสนิทอย่างเดียว และระมัดระวังในการลงรูปภาพหรือโพสต์ที่ชี้นำว่าตนเองเป็นเกย์ แต่จะอนุญาตให้คนบางกลุ่มเห็นเพื่อความสบายใจของตนเอง

เปรียบกับการที่เราตั้งค่าให้เห็นโพสต์เฉพาะกลุ่ม การโพสต์ที่พยายามเลี่ยงเนื้อหาที่จะแสดงออกว่าตนเป็นเกย์

3. Facebook closeted

คนกลุ่มนี้ไม่เปิดเผยว่าตนเองเป็นเกย์ผ่านทางเฟซบุ๊ก และแสดงออกอย่างเต็มตัวว่าตนเองเป็นชายแท้ และมักจะซ่อนข้อมูลทุกอย่างที่จะเชื่อมโยงว่าตนเป็นเกย์ หากมีคนรักก็จะห้ามไม่ให้โพสต์รูปคู่ลงเฟซบุ๊ก ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เปิดเผยอย่างเต็มตัว

facebook

ทั้งนี้การที่กลุ่มเกย์นิยมเล่นแอปพลิเคชันหาคู่ ก็ทำให้หลายคนปรับแต่งโปรไฟล์ของตนเองได้ตามต้องการเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้กิจกรรมบางอย่างทำได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะการถามบทบาททางเพศสัมพันธ์ว่าอีกฝ่ายเป็นรุกหรือรับ เราไม่ค่อยได้ยินกันในตามสถานที่ต่าง ๆ หรือการจะถามถึงเรื่อง 18+ อื่น ๆ ที่เราจะกล้าสนทนามากขึ้นหากอยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ต

สรุป

อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่ปราศจากอคติ ทุกคนสามารถปรับแต่งอัตลักษณ์ของตนเอง และเลือกแสดงอัตลักษณ์ตามที่ตนเองต้องการได้ เกย์ส่วนใหญ่จึงเลือกเปิดเผยตนเองบนเฟซบุ๊กหรือสังคมออนไลน์ของตัวเองก่อน เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เลือกกลุ่มผู้รับสารได้ จากนั้นจึงอาจขยายไปสู่โลกของสังคม

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– Goffman, E. (1959) The presentation of self in everyday life
– Owens, Z. D. (2016) Is it facebook official?. Journal of homosexuality
– ชินวร ฟ้าดิษฐี (2552) เว็บไซต์เกย์ พื้นที่สาธารณะสำหรับคนชายขอบ. วารสารดำรงวิชาการ
– เนติ สุนทราวราวิทย์ (2553) การสร้างความหมายและตัวตน “เกย์” ในพื้นที่แห่งความเป็นจริงและ พื้นที่ไซเบอร์

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


32-Insecurities-about-masculinity-make-men-crack-sexist,-homophobic-jokes

ผู้ชายที่ขาดความมั่นใจมักใช้มุกเหยียดเพศเพื่อความแมน

แม้ว่าทุกวันนี้สังคมไทยจะเปิดกว้างในเรื่องของเส้นแบ่งทางเพศที่ไม่จำกัด แต่ก็ยังมีหลายคนที่มีมายาคติเดิม ๆ โดยใช้มุกเหยียดเพศในวงสนทนาเพื่อเรียกเสียงเฮฮาจากฝูงชน แต่จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่ขาดความมั่นใจ มักใช้มุกเหยียดเพศเพื่อให้ตัวเองแมนขึ้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

วารสาร Sex Roles ได้สรุปผลการวิจัยของ Emma O’Connor นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Western Carolina ที่ทำขึ้นเพื่อเรียนรู้และเข้าใจบทบาทของมุกตลกในสังคม โดยเฉพาะเมื่อใครสักคนใช้มุกตลกที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้น

ผู้ชายที่ใช้มุกตลกที่เหยียดเพศจะทำเมื่อเขารู้สึกว่าความแมนของตัวเองถูกคุกคาม

ในงานวิจัยนี้ได้เก็บข้อมูลจากผู้ชายจำนวน 387 คนเกี่ยวกับความเห็น บุคลิก และความรู้สึกเกี่ยวกับผู้หญิงและเกย์ รวมถึงการถามมุกที่พวกเขามักจะใช้หรือฟังและมุกเหล่านั้นมีบทบาทต่อมุมมองของพวกเขายังไง โดยสาระสำคัญของผลการวิจัยมีดังนี้

ผลการวิจัย

  1. ผู้ชายแท้ส่วนใหญ่ใช้วิธีการปล่อยมุกต่อต้านชาวเกย์และมุกเหยียดเพศเวลาที่เขารู้สึกว่าความเป็นชายของตนเองถูกคุกคาม โดยเชื่อว่านั่นคือการแสดงออกถึงความแมน แต่ก็พบว่ามุกที่เล่นออกไปทำให้ถูกผู้ฟังมองต่างจากที่เขาคิด 
  2. ในมุมของผู้หญิงมองว่า เมื่อตำแหน่งงานของผู้หญิงอยู่สูงกว่าผู้ชาย อาจทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าถูกคุกคาม

สำหรับงานวิจัยดังกล่าวนี้ ปรภ. มองว่ามันก็อาจจะเป็นจริงหากผู้ชายคนนั้นห่ามและไม่เคารพสิทธิทางเพศ ทั้งนี้ทั้งนั้น กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยเป็นชาวต่างชาติ หากนำมาใช้ในประเทศไทยอาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันครับ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจาก deccanchronicle.com

บทความน่าอ่านต่อ

Potrait asian guy

“สาวไหม” มายาคติที่ทำให้เกย์แอ๊บแมน

เคยไหมที่เราอยากรู้ว่าคนที่เราคุยด้วยอยู่ออกสาวหรือไม่ แล้วอยากรู้ไหมว่าเกย์หล่อล่ำที่เพิ่งเดินผ่านไปสาวรึเปล่า แล้วถ้าเจอคำถามจากคู่สนทนาถามว่า “นายสาวไหม” คุณจะตอบอย่างไร ตอบว่าแมน หรือไม่สาว แล้วสาวแค่ไหนถึงจะเรียกว่าสาว เกย์ที่แสดงออกแบบตุ้งติ้งถูกเหมารวมว่าสาวทั้งหมด จนทำให้หลายคนเลือกที่จะแอ๊บแมนจริงหรือไม่

บทความนี้ ปรภ ขอชวนถามว่า เกย์สาวผิดตรงไหน แล้วทำไมเกย์แมนถึงเป็นที่นิยม?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
man in blue denim jeans with brown leather coat draped over shoulders
man in blue denim-jeans

ประเทศไทยเปิดกว้างในเรื่องของรสนิยมทางเพศ สังคมส่วนใหญ่รับรู้การมีอยู่และไม่ได้กีดกันกลุ่มเพศที่สามเหมือนในอดีต แต่ขณะเดียวกัน การเหยียดกันเองในกลุ่มเกย์แมน เกย์สาวยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป จนทำให้หลายคนเลือกที่จะแอ๊บแมนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง

ในวงการบันเทิงไทยศิลปินมากมายยังคงถูกเหล่าแฟนคลับตั้งคำถามว่า คนนี้เป็นเกย์มั้ย?… คนนี้เป็นป่ะ?… ถ้าคนนี้เป็นหรือไม่เป็นเกย์แล้วยังไง?… หากเขาจะเป็นเกย์แล้วมีลูกมันผิดกฎใดหรือ?… หรือเกย์จะแต่งงานกับผู้หญิงสร้างครอบครัวเพื่อมีบุตรผิดหรือไม่?… ถ้าเขาจะเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์ ความนิยม หรือความชอบของแฟนคลับจะลดน้อยลงเหรอ?… แบบนี้เรียกว่าสังคมเปิดกว้างแล้วหรือยัง ในเมื่อเรายังเอาเรื่องเพศมาเป็นตัวตัดสินใจความชอบกันอยู่ หากเขาเป็นเกย์คนจะชอบน้อยลงเพียงเพราะรสนิยมทางเพศของเขางั้นหรือ?

Teng Nueng

สาวแค่ไหนถึงเรียกว่า “สาว”

ไม่ใช่เพียงคนทั่วไปเท่านั้นที่ยังคงไม่เปิดรับ แต่เกย์ด้วยกันเองก็ยังคงเหยียดความสาวของเพื่อนเกย์เช่นกัน เคยได้ยินคำว่า “สาวเสียบไหม?” หรือเคยเห็นเกย์แต่งหญิงที่พฤติกรรมทางเพศเป็นรุกไหม? ยุคสมัยนี้หลายคนคาดหวังให้เกย์แมนเป็นรุก และเกย์สาวเป็นรับ ซึ่งในความเป็นจริงมีเกย์รุกหลายคนที่แสดงออกท่าทีตุ้งติ้งแต่ยังคงมีบทบาททางเพศเป็นรุก แต่หลายครั้งเกย์มักจะเจอกับคำถามว่า “สาวไหม”

สำหรับคำถามที่ตั้งเอาไว้ ปรภอาจไม่มีคำตอบให้ แต่อยากจะตั้งถามกับผู้อ่านทุกคนว่า การที่เราถามใครสักคนว่า “นายสาวไหม” คุณคิดว่าผู้ฟัง ผู้อ่านจะตอบความจริงหรือไม่ หากการแอ๊บแมนสามารถทดแทนความสาวได้ก็ทำให้ถูกตบตาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามความสาวจะทำให้คุณไม่อยากรู้จักเขางั้นเหรอ? ปรภ ขอเสนอทางออกที่เหมาะกับทุกคนที่เจอคำถามนี้ว่า

ไม่ได้แมนถึงขั้นเตะบอลและไม่ได้สาวถึงขั้นเป็นบริทนีย์

Britney Spears
Britney Spears

เกย์รุกก็สาวได้

หากคุณเป็นเกย์รุกที่ออกสาวหรือแต่งหญิงก็อาจจะต้องทำใจ เพราะเกย์พิมพ์นิยมที่คนส่วนใหญ่ต้องการคือเกย์รุก แมน ล่ำ มีกล้าม ในขณะที่รับ สาว ผอม แห้ง อ้วน มักเป็นที่นิยมน้อยกว่า นั่นคือความชอบส่วนบุคคล เพราะในอดีตก่อนจะมีคำว่า “เกย์” หลายคนมักมองกลุ่มคนที่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันเป็นกะเทย เป็นตุ๊ด ซึ่งมีความสาวเป็นทุนเดิม ก่อให้เกิดภาพมายาคติที่ทุกคนจะมองว่าเกย์จะต้องสาว และทำให้กลุ่มเกย์ด้วยกันเองไม่ยอมรับภาพมายาคตินี้

นอกเหนือจากคำถาม อย นน สส (คลิกเพื่ออ่าน) ที่เกย์เจอประจำ ก็มีคำถาม “สาวไหม” นี่แหละที่เกย์มักเจอเป็นประจำ เรื่องนี้คงแก้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลที่ยังคงยึดติดกับภาพมายาคติเดิม ทำให้หลายคนเลือกแสดงออกความแมนออกมา ซึ่งมักจะขัดแย้งกับความจริง

หยุดเรียกฉันว่า “คุณแม่”

อย่างไรก็ตามความในใจของชาวเน็ตคนหนึ่งที่เป็น เกย์ จากพันทิปที่ตั้งกระทู้ว่า เกย์ทุกคนไม่ใช่ “คุณแม่” “ซิส” ของคุณนะครับ

“…ผมยอมรับว่าผมเป็นเกย์ไม่แสดงออก ไม่ใช่ว่าแอ๊บแมน แต่ใช้ชีวิตปกติ เพียงแต่ไม่ได้ไปประกาศว่าเรามีรสนิยมทางเพศแบบนั้น ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นเกย์ ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง เพราะผมกลัวว่าหากจะบอกทุกคนว่าผมเป็นเกย์ ก็กลัวว่าทุกคนจะรังเกียจ ผมกลัวว่าเพื่อนจะรับไม่ได้ เพราะผมมีเพื่อนผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง กลัวครอบครัวจะรับไม่ได้เพราะทุกคนต่างคาดหวังให้ผมมีภรรยาและลูกให้เร็ว ทุกวันนี้ถามผมทุกวันว่าเมื่อไหร่จะมีเมียมีลูกให้พ่อแม่ได้เลี้ยงหลานสักที ซึ่งใจผมอยากมีมากครับ แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบเกย์หรอกครับ…”

“…วันหนึ่งผมมาทำงานไกลบ้าน คนที่ทำงานถามผมว่าเป็นเกย์หรือปล่าว ผมเลยตัดสินใจบอกว่าเป็นครับ เท่านั้นแหละครับ เรียกผมคุณแม่กันทั้งออฟฟิศ เรียกซิสบ้าง มาคุยเรื่องเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ซึ่งผมไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย…”

“…ผมมักจะถูกถามว่าเป็นเกย์แต่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เป็นเกย์ไม่ได้หมายความว่าเราอยากเป็นผู้หญิง ผมไม่เคยอยากสวย ไม่ได้อยากใส่ส้นสูง แค่เป็นผู้ชายที่ชอบกีฬาแอดเวนเจอร์ เล่นเกม ดูบอลเหมือนคนปกติทั่วไป หลายครั้งที่โดนล้อว่าใส่ส้นสูงไหม เอากระโปรงไหม มันไม่ได้ตลก เกย์ก็คือผู้ชายที่มีรสนิยมชอบเกย์เหมือนกันแค่นั้น…”

“…ผู้หญิงผมก็ชอบ ชอบมองอะไรที่มันสวยงาม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้เรื่องพวกนั้น ผู้หญิงก็เอาได้ไม่รังเกียจเหมือนกัน แค่นั้นทั้งออฟฟิศก็ไม่ค่อยเข้ามาคุยกับผมเลย เพราะพวกเขาคงคิดว่าผมเป็นผู้ชายมากเกินไป ส่วนเพื่อนผู้ชายบางคนก็ไม่มาสุงสิงกับผมกลับคิดว่าผมอ่อนหวานเกินไป แต่บางคนก็ยังคุยได้ปกติ…”

“…ผู้หญิงและผู้ชายบางคนคงจะจำมาจากสื่อที่ยังคงวนเวียนกับการสร้างมายาคติให้เกย์เป็นตัวละครที่แสดงถึงการเป็น ‘เกย์สาว’ สะดีดสะดิ้ง แต่งตัวสีสันจัดจ้าน ปากจัด บ้าผู้ชาย ที่สุดท้ายก็ต้องโดนเหมารวมกันไปว่า ‘นี่ไง เกย์เป็นแบบนี้’ ผมอยากจะบอกว่าเกย์ทุกคนไม่ได้บ้าผู้ชาย บ้าเซ็กส์นะครับ ผู้หญิงเกย์ก็ชอบนะครับ เพราะยังไงเกย์ก็คือผู้ชายอยู่ดี…”

man buttoning his maroon formal suit jacket
man from-Vietnam

จากกระทู้ดังกล่าวทำให้เราเห็นได้ชัดว่ามายาคติของสังคมคือ เกย์จะต้องตุ้งติ้ง สาว อ่อนหวาน แม้ความจริงจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียทั้งหมด ดังนั้นการที่เราเป็นเกย์ด้วยกันก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจด้วยการถามว่า “นายสาวไหม” คำถามที่อยากฝากให้กลับไปคิดคือ เราถามไปเพื่ออะไร และหากเราโดนถามบ้างจะเป็นอย่างไร การมองอีกฝ่ายว่าสาวหรือแมน คาดเดาว่าอีกฝ่ายจะเป็นรุกหรือเป็นรับ นี่เรากำลังเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่า? เราควรเคารพสิทธิทางเพศของทุกคน ไม่ว่าจะแมนหรือสาวทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

Gay couple
Gay couple

สรุป

ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการทำให้ทุกคนภูมิใจในตัวตนของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหน เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ไหน สาวหรือแมน ทุกคนควรภูมิใจในตัวเอง เพราะทุกคนมีข้อดีจุดเด่นของตัวเอง การเลือกแอ๊บแมนเพื่อทำให้อีกฝ่ายชื่นชอบไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป แต่การยอมรับตัวเองว่า ฉันสาว แต่ฉันมีกาลเทศะ ไม่ใช่สาวไปทั่ว ไม่ได้วี๊ดว๊ายไปทุกที่ แต่เราสาวในแบบที่เราเป็น สาวเพราะดีเอ็นเอความเป็นเกย์ และไม่ต้องการแอ๊บแมน

จงเคารพในเพศสภาพของแต่ละคน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความที่น่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


a man with tear of emotion rainbow

ความหลากหลายทางเพศคือ…

คนในสังคมมักมองความหลากหลายทางเพศ คือกลุ่มคนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง ชายรักชาย หญิงรักหญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ก็คือความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกัน

บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ในภาษาอังกฤษย่อมาจากตัวอักษรตัวแรกของคำว่า LGBT

  • Lesbian (เลสเบี้ยน)
  • Gay (เกย์)
  • Bisexual (ไบเซ็กชวล)
  • Transgender หรือ Transsexual (คนข้ามเพศ)

ซึ่งอาจจะมีการเพิ่ม Q (Queer) และ + (Plus) เข้าไปเพราะบางสภาวะเราไม่สามารถกำหนดได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
woman be proud on rainbow color
woman be proud

LGBT เริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 90 ซึ่งดัดแปลงมาจาก “LGB” ที่ใช้ในการแทนวลี “สังคมเกย์” (Gay community) ขณะที่ในปัจจุบันการใช้ LGBT มีความหมายถึงความหลากหลายของเพศวิธี (Sexuality) และลักษณะการแสดงเพศทางสังคม และในบางครั้งอาจหมายถึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มรักต่างเพศ

เมื่อความหลากหลายทางเพศถูกบีบให้สร้างเงื่อนไขความแตกต่าง ที่เหลื่อมล้ำ อะไรคือกลไกสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ อะไรคือจุดตรงกลางที่ความเท่าเทียมจะปรากฏ หรือทั้งหมดอยู่ที่ทัศนคติและความคิดของคนในสังคม? แล้วเราจะช่วยพวกเขาให้หลุดจากกรอบความเหลื่อมล้ำนี้ได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงสุขภาวะ การถูกตีตราเพราะเสียงที่เปล่งออกมาไม่มีใครได้ยิน หรืออาจจะได้ยินแต่ขาดการฟังอย่างเข้าใจลึกซึ้ง การมีพื้นที่รับฟังเสียงที่แผ่นเบาของกลุ่มหลากหลายทางเพศจึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้เกิดสุขภาวะที่ดีแก่ตนเอง

Note Jetsada Taesombat
Note Jetsada Taesombat

จุดเริ่มต้นของความไม่เท่าเทียม

คุณโน๊ต เจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน พูดถึงจุดเริ่มต้นของความไม่เท่ากันในกลไกของความเป็นธรรมเอาไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ไม่เท่ากันเริ่มมาจากความคิดความเชื่อของคนในสังคม ที่คิดว่าโลกใบนี้มีแต่ผู้หญิงและผู้ชาย ทำให้การออกแบบสวัสดิการ กฎหมาย นโยบายต่างๆ รองรับเพียงแค่ความเชื่อ แต่แท้จริงแล้วเราอยู่ในยุคของความหลากหลายทางเพศที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงและผู้ชาย

ทัศนคติที่มองว่า ความเป็นผู้หญิงและผู้ชายคือสิ่งปกติ อะไรที่ผิดไปจากที่สังคมคาดหวังคือสิ่งผิดปกติ ทัศนคติเหล่านี้ก็ทำให้มองคนไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน นโยบายและกฎหมายที่ออกแบบมาไม่เอื้อต่อความเท่าเทียม รวมถึงทัศนคติของคนในสังคม ทำให้เกิดความแตกต่างและไม่เท่ากัน

Dr. Chanettee Tinnam
Dr. Chanettee Tinnam

ทางด้านอาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเพศภาวะ ได้ขยายภาพให้กว้างขึ้นโดยแสดงความคิดเห็นว่า ความไม่เท่าเทียมมักเกิดจากการตัดสินความเป็นมนุษย์ที่คนในสังคมมองว่า เขามีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่นในสังคมที่เป็นหญิงชาย อันเนื่องมาจากว่า “เขา” มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง

…ความเป็นมนุษย์ของความเป็นเพศหลากหลายถูกตัดสินจากอัตลักษณ์ทางเพศ หรือสิ่งที่สังคมมองเข้ามาแล้วพบว่าบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในกล่องของเพศหญิงหรือชาย…

ความเป็นมนุษย์ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกัน สามารถนำไปสู่การกระทำความรุนแรงในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะการถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงจิตวิญญาณ

picture of two man on Silhouette
two man

ปัญหาด้านสุขภาพที่ไม่เท่ากัน

ในแง่มุมมองสุขภาพ คุณโน๊ต ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่พบเจอเป็นประจำในกรณีคนข้ามเพศที่แม้จะศัลยกรรมเปลี่ยนเพศแล้ว แต่ด้วยคำนำหน้าที่เป็น “นาย” ก็ต้องเข้าไปนอนรวมในห้องผู้ป่วยชาย เรื่องนี้ส่วนใหญ่มักอาจทำให้รู้สึกไม่สะดวกใจ ไม่สบายใจ ทำให้คนข้ามเพศไม่อยากเข้าสู่ระบบสุขภาพของรัฐ และต้องเก็บเงินทำงานหนักเพื่อใช้บริการห้องส่วนตัวหรือเข้าสู่บริการภาคเอกชนเพื่อให้ได้รับการปฏิบัติแบบผู้หญิง

ขณะที่อาจารย์แอน อธิบายสาเหตุว่า “…การศัลยกรรมเปลี่ยนเพศ ถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดในลักษณะที่มีความจำเป็นที่ต้องให้ประกันสังคมเข้ามาดูแลหรือเยียวยา…”

surgery
Surgery

ทุกวันนี้จึงขาดสวัสดิการในมิติสุขภาพที่เป็นธรรม ขาดระบบประกันสังคมที่เอื้อต่ออัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างให้เชื่อมโยงกับมิติสุขภาพ เพราะผู้หญิงหรือผู้ชายที่ผ่านกระบวนการศัลยกรรมเปลี่ยนเพศมา อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเนื้อตัวหรือร่างกายเป็นพิเศษ ซึ่งสิทธิประกันสังคม บัตรทองหรือว่าอื่นๆ ไม่ได้สนับสนุนการรักษาพยาบาลอันเป็นสิทธิการคุ้มครองพื้นฐาน

การไม่ยอมรับทำให้เสี่ยง

การเข้าถึงฮอร์โมน การทำศัลยกรรมหน้าอกหรือการเปลี่ยนเพศถือเป็นข้อจำกัด เพราะยังไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเพราะ การเข้าถึงยาฮอร์โมนได้ง่าย ไม่ว่าจะผ่านร้านขายยา สั่งตามอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งตลาดมืด ทำให้ไม่มีการควบคุมความปลอดภัยและมาตรฐาน

รวมไปถึงการมีอยู่ของหมอกระเป๋าทำให้กลุ่มหลากหลายทางเพศต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย และสุดท้ายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เป็นสวัสดิการจากรัฐบาล จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้การเข้าถึงยาและบริการทางสุขภาพ อาทิ ยาฮอร์โมน การทำศัลยกรรมต่างๆ มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเข้าถึงได้

การตีตราทำให้แตกต่าง

กลุ่มหลากหลายทางเพศมักจะถูกสังคมมองในลักษณะเหมารวมมากกว่ากลุ่มชายหญิงที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะค่านิยม ทัศนคติ หรือฐานคิดของคนในสังคมมักมองว่าเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติ

…เมื่อกลุ่มหลากหลายทางเพศเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐจึงอาจถูกปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐาน…

A man portrait in the dark with Silhouette
Portrait in the dark

ดังนั้นการที่ “เขา” เจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสาเหตุนี้ แทนที่จะได้รับการดูแลในลักษณะที่เป็นธรรมและการปฏิบัติแบบหญิงชายทั่วไป ทำให้ไม่กล้าที่จะเข้ารับการรักษา เพราะอึดอัดใจที่จะต้องเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแก่หมอหรือพยาบาล และกังวลว่าจะถูกตัดสินในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม

คนที่ยังไม่ coming out หรือที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน อาจมีสภาวะของอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อันเนื่องมาจากผลกระทบจากจิตใจที่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว สังคม โรงเรียน ชุมชน ถือเป็นบาดแผลที่รุนแรงมากที่สุด คนที่มีลักษณะแบบนี้อาจนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่อ่อนแอเพียงเพราะว่าไม่ได้รับการยอมรับ หรือถูกปฏิเสธการมีตัวตนมาโดยตลอด

Pride parade on road in Dili Port, Díli, Timor-Leste
Pride parade on road

เสียงที่อยากให้ฟัง

เราพบเห็นกลุ่มหลากหลายทางเพศมากมายในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง เราคิดว่าคนได้ยินเสียงเราแต่ยังไม่เห็นความสำคัญ หรือยังไม่ได้ฟังอย่างลึกซึ้ง คุณโน๊ต เล่าว่าการได้มาของเสียงนั้นจะต้องเผชิญกับความกดดัน การบีบบังคับ เผชิญกับสถานการณ์ทางสังคมที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมาฝ่าฟันอุปสรรคขนาดไหน

หากฟังเสียงคนที่มีความหลากหลายทางเพศ อยากให้ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังให้เห็นว่าต้องเผชิญแรงเสียดทาน เผชิญกับปัญหาเรื่องอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย กว่าจะเติบโตมาอยู่ในปัจจุบัน…

หลายคนต้องออกจากครอบครัว ออกจากบ้านเพื่อตามหาฝัน บางคนถูกบังคับ ถูกพาไปบำบัดเพื่อให้กลับมาเป็นเพศที่สังคมคาดหวัง บางคนต้องออกจากสถานศึกษาเพราะไม่สามารถเรียนต่อได้เนื่องจากเพื่อนแกล้ง โดนครูบอกว่าการเป็นกะเทย เป็นสิ่งไม่ดี เป็นต้น

Drag Queen
Drag Queen

ในมุมของอาจารย์แอนบอกว่า “…เราไม่ค่อยได้ยินเสียงจากโลกภายนอก หรือเสียงจากชายหญิง เพราะกลุ่มหลากหลายทางเพศต้องการ เพื่อน…” เพื่อนในที่นี้คือ เพื่อนที่ยอมรับ ที่โอบกอดด้วยความรัก เพื่อนที่สามารถ Speak out หรือพูดแทนกลุ่มหลากหลายทางเพศได้ 

“ไม่ว่าจะอยู่ในเพศสภาพแบบไหน เราคือกลุ่มหลากหลายทางเพศด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้น ส่งเสียงเหล่านี้แทนเพื่อนของเราที่เป็น LGBT เพราะเขาคือเพื่อนของเรา”

สรุป

อยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจความหลากหลายให้ลงลึก แล้วจะพบว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งพิเศษที่มากไปกว่าหญิงและชายเลย สิทธิหรือบริการต่างๆ ที่เราต้องการ เป็นแบบเดียวกับสิ่งที่มีในเพศชายเพศหญิง เพียงแค่อยากให้มองเห็นเราในฐานที่เป็นประชากร เป็นพลเมืองเท่านั้นเอง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดยคุณเจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดร. ชเนตตี ทินนาม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเพศภาวะ

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


transwoman with text family accepted i'm trans in thai language

กว่าครอบครัวจะรับได้ ที่ฉันเป็นกะเทย

ในปัจจุบันหลายคนมองว่าความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับในสังคมแล้ว แต่จากสถานการณ์เกี่ยวกับการเหยียดเพศยังคงสะท้อนให้เห็นถึงมายาคติที่หลายคนยังเข้าใจผิด ทำให้เราต้องกลับมาย้อนดูว่าจริงๆ แล้ว บุคคลหลากหลายทางเพศ ถูกยอมรับแล้วจริงหรือ…?  

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Note Jetsada Taesombat
Note Jetsada Taesombat

ความหลากหลายทางเพศ

คุณโน๊ต เจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ครอบครัวเคยไม่ยอมรับในเพศสภาพ ได้ตั้งคำถามว่า เมื่อเรารู้จักเกย์ หรือกะเทยสักคน คำถามที่หลายคนมักเจอบ่อยๆ คือ  “…รู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?…”  ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มีคำตอบตายตัว เพราะมันขึ้นกับผู้ถามว่า ถามใคร คำตอบมีได้ทั้ง Born to be เป็นตั้งแต่เกิด ไปจนถึงมีลูกมีเมียแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

“…คนในสังคมมักมองความหลากหลายทางเพศว่ากลุ่มคนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง ชายรักชาย หญิงรักหญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ก็คือความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกัน…”

Pride parade on road in Dili Port, Díli, Timor-Leste
Pride parade on road

โลกยอมรับความหลากหลายทางเพศหรือยัง?

“ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของความหลากหลายทางเพศ โลกยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว” นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจ แต่ความจริงแล้ว มีคนข้ามเพศ กะเทย หรือสาวประเภทสอง ถูกฆ่าหรือสังหารกว่า 2,986 คน
(ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยโครงการติดตามการฆ่าสังหารคนข้ามเพศ [Transgender Monitoring] โดยสหภาพคนข้ามเพศยุโรปตั้งแต่ปี 2008 – 2018)

ในขณะที่ประเทศไทยได้เก็บข้อมูลภายใต้โครงการเดียวกันพบว่า มีคนข้ามเพศที่อายุตั้งแต่ 13-53 ปี ถูกฆ่าถึง 21 คน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ คือ…

“ฆ่าเพราะความเกลียดชัง”

สถานการณ์ความรุนแรง การตีตรา และการถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่มหญิงรักหญิงต้องเผชิญกับความรุนแรงประมาณ 11% กลุ่มชายรักชาย 13% และกะเทยหรือคนข้ามเพศ 34.8% ซึ่งหากมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ตัวเลขอาจมีเพิ่มขึ้น ที่น่าตกใจคือ สถาบันที่กระทำความรุนแรงที่สุดอันดับหนึ่งคือ ครอบครัว รองลงมาคือ สถาบันการศึกษา และที่ทำงาน ตามลำดับ (ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ)

Monk in Cambodia
Monk

บวชเพื่อรักษาเพศสภาพ

เรื่องราวชีวิตของคุณโน้ตได้รับรู้ถึงความแตกต่างจากการถูกเพื่อนเรียกว่า ตุ๊ด กะเทย หรือแต๋ว  “…มันทำให้เรียนรู้ว่า เรามีพฤติกรรมแตกต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่น เราเรียนรู้ว่านี่เองที่คนเรียกว่าสาวประเภทสอง หรือกะเทย…”  ความแตกต่างนี้ทำให้ครอบครัวเริ่มมีคำถาม เริ่มสงสัย แต่สิ่งที่ครอบครัวทำ คือ  “การส่งไปบวช”

“…การเข้าไปอยู่ในวัด ถูกควบคุมการตื่น การนอน การกิน แต่สิ่งที่เจอในวัดคือ เณรที่ตุ้งติ้ง พระที่ตุ้งติ้ง หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หลวงแม่’ ‘หลวงเจ๊’ ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลยต้องมาบวชเพื่อแก้กรรม…”

หลังออกจากวัดจึงต้องเก็บซ่อนความรู้สึกในใจ เพราะไม่อยากถูกส่งมาที่วัดอีก แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อวันหนึ่งคุณแม่มาช่วยจัดของในกระเป๋าและพบกับซองยาที่ไม่มีฉลาก จึงคิดว่าเป็นยาเสพติดและได้นำไปสอบถามที่ร้านขายยา โดยคำตอบที่ได้รับคือ ยาดังกล่าวเป็น  “ยาฮอร์โมนเพศหญิง”

A man portrait in the dark with Silhouette
Portrait in the dark

พบจิตแพทย์เพื่อรักษา

“…แม่มาคุยตรงๆ ว่าเป็นเด็กผู้ชายทำไมต้องกินยาฮอร์โมนผู้หญิงด้วย…”  คุณโน๊ตตอบกลับง่ายๆ ว่าอยากเป็นผู้หญิงเลยกินยาฮอร์โมน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อหาทางออกให้กับครอบครัว

คำถามแรกที่หมอถามคือ  “…อยากไปอยู่ทิฟฟานี่ หรืออัลคาซ่าไหม?…”  แต่ในใจของคุณโน๊ตต้องการเพียงแค่อยากให้ครอบครัวยอมรับในความเป็น  “เรา”  ไม่ได้ต้องการจะไปเป็นนางโชว์หรือนักแสดง

คุณหมอจึงได้วาดเส้นตรงลงบนกระดาษ โดยที่ปลายเส้นคือเลขศูนย์ อีกด้านคือเลขสิบ แล้วให้ คุณโน๊ต เลือกเปรียบตัวเองว่า หาก 0 คือผู้ชาย 10 คือผู้หญิง คุณโน๊ตตอบได้อย่างไม่ลังเลเลยคือ ตนอยู่ที่ 8 และในอนาคตจะไปอยู่ที่ 10 นั่นคือการทำหน้าอกและเปลี่ยนเพศในที่สุด

Ruler
Ruler

สิ่งที่คุณหมอแนะนำต่อคือ หากอยู่ที่ 0 หรือเป็นผู้ชายไม่ได้ ขอให้อยู่ที่ 5 เป็นแค่เกย์ แค่ชายรักชาย ไม่ต้องไว้ผมยาว ไม่ต้องแต่งหน้า ไม่ต้องแสดงออก ไม่ต้องศัลยกรรม เพื่อให้ง่ายต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต แม้ว่าในใจจะรักและชอบเพศเดียวกัน แต่ก็ไม่ต้องเปิดเผยว่าเป็นใคร

“…ในใจไม่เชื่อที่คุณหมอแนะนำนะ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ เราไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่ชายรักชาย แต่เราเป็นสาวประเภทสอง เราเป็นกะเทย…” 

คุณโน๊ต เล่าต่อว่า ครอบครัวพยายามหาสาเหตุถึงการที่โน๊ตเป็นแบบนี้ ซึ่งหมอให้คำตอบที่แทงใจดำว่า  “…เพราะพ่อไม่สามารถเป็น role model (แบบอย่าง) ที่ดีให้กับลูกได้ ลูกจึงไปเลียนแบบพฤติกรรมของแม่และซึมซับความเป็นผู้หญิงแทน…”

man using magnifying glass
man using magnifying glass

ถูกจับตามองตลอดเวลา

เราไปโรงพยาบาลอย่างมีความหวังเพื่อสร้างความเข้าใจกับครอบครัว แต่เดินออกมาจากโรงพยาบาลอย่างสิ้นหวัง…จากบ้านที่เคยมีความสุข กลายเป็นบ้านที่เหมือนติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ทั่ว

คุณหมอได้แนะนำวิธีการพาให้กลับมาเป็นลูกโน๊ตที่ครอบครัวคาดหวัง ซึ่งมีสองวิธีคือ 1. พาไปยังคลินิกที่รักษาบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ และ 2. ใช้วิธีครอบครัวบำบัด ใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ซึ่งคุณแม่ได้เลือกวิธีนี้ 

คุณโน๊ตถูกจับตามองแม้กระทั่งกิริยาท่าทางในการกิน การเดิน การนอน ถูกห้ามแต่งหน้า ห้ามแต่งชุดผู้หญิง และยังถูกห้ามคบเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเป็นกะเทย  “…เราได้แต่ร้องไห้เพราะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ทำให้ทุกคนเสียใจ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป  ‘พ่อ’  ที่เป็น Family man เป็นคนที่ดูแลครอบครัวไม่เคยขาดตกบกพร่องในการเลี้ยงดู กลับถูกคุณหมอกล่าวหาว่าเป็นความผิด ท่านจะรู้สึกอย่างไร…”

ในช่วงนั้นได้เปรียบการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเป็นการใช้ชีวิตในนรก แต่ประจวบเหมาะที่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ จึงเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อจะไปให้ไกลที่สุดจากบ้าน เพราะไม่ต้องการถูกจับจ้อง จับตามอง และเลือกลงเรียนในทุกช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เพื่อเลี่ยงการกลับบ้านในช่วงปิดเทอม ทำให้สามารถจบปริญญาตรีภายในสามปีครึ่ง

จากเดิมที่ครอบครัวมีความกังวลที่มีลูกหรือคนในครอบครัวเป็นกะเทยหรือเป็นสาวประเภทสอง ก็กังวลเพิ่มขึ้น กังวลว่าจะไม่มีงานที่ดี กังวลว่าจะอายุสั้น กังวลว่าจะไม่เจอรักแท้ โดนหลอกลวงเรื่องความรัก ซึ่งความกังวลเหล่านี้ไม่ถูกอธิบายหรือคลี่คลายออกมาบนฐานของความเข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศ สิทธิมนุษยชน นำไปสู่ความกลัว

Note Jetsada Taesombat
Note Jetsada Taesombat

จุดเปลี่ยน

หลังจากเรียนจบ คุณโน๊ตได้ทำงานในประเด็นด้านสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น  “กะเทย”  หรือ  “สาวประเภทสอง”  ต่อมาได้ก่อตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยร่วมกับเพื่อนและคนจัดทำโครงการ การสร้างแนวปฏิบัติสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานเป็นกะเทย โดยได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะทางเพศ มีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) เป็นพี่เลี้ยง จนในปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็น  “มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน”

“…เราต้องการพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจลูกที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกะเทยหรือสาวประเภทสอง และทำให้พวกเขาเข้าใจพ่อแม่มากขึ้น เพราะหลังจากทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้เราคิดถึงครอบครัวของตนเองในอดีต”

“…การที่เราเป็นกะเทยหรือสาวประเภทสองทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน รับแรงกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะจากญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน คนรอบข้าง หรือเพื่อนร่วมงานที่ต่างถามว่า เลี้ยงลูกยังไงให้ผิดเพศ…”

man with woman's bag
man with woman’s bag

ฉันเป็นอะไร

ความกลัวไม่อยากให้ลูกเป็นกะเทยหรือสาวประเภทสอง ทำให้ต้องพาลูกไปบวช พาไปพบจิตแพทย์ ห้ามแต่งกายต่างๆ นานา การกระทำดังกล่าวมาจากความรักและความปรารถนาดี แต่ขาดความรู้และความเข้าใจ จึงอยากจะให้ครอบครัวที่กำลังมีคำถาม มีข้อสงสัยว่าตัวเองเป็นเพศอะไรมองว่า…

  • ไม่ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเราไม่สามารถหาสาเหตุได้
  • ไม่ต้องหาคนผิด เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิด
  • เด็กและเยาวชนไม่ได้มีแค่เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
  • ไม่ใช่เรื่องความผิดปกติทางจิต ไม่ใช่เวรกรรม ไม่ใช่บาปกรรมจากชาติก่อน

หากเราเข้าใจตรงจุดนี้จะทำให้เรายอมรับครอบครัวได้มากขึ้น

“หากในวันนั้นโน๊ตเลือกที่จะไปอยู่เลขห้า หรือเลขศูนย์ ในสภาวะที่กดดัน วันนี้เราคงไม่ได้มาคุยกัน ปัจจุบันโน๊ตเลือกที่จะลบเส้นนั้นออกจากหัวใจ เพราะมันทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น ภาคภูมิใจในความเป็นกะเทย ภาคภูมิใจในความเป็นเพศของเรามากขึ้น”

Gender non-conforming 10 year old child plarying outside
Gender non-conforming 10 year old child plarying outside

สรุป

คุณล่ะ อยู่ตรงจุดไหนของเส้น หากเพื่อนที่นั่งข้างๆ เลือกที่จะอยู่ตรงเลข สาม ห้า หรือแปด คุณจะยอมรับเขาได้ไหม? ถ้าหากไม่มีเส้นของความเป็นเพศนี้อยู่เลย เราจะยอมรับกันได้ไหม? อยากให้ทุกคนมองข้ามคำว่าเพศออกไป แล้วเคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ต้องอายที่จะยอมรับว่า  “ลูกฉันเป็นกะเทย”

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากเวทีการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ เรื่อง “ครอบครัว จุดเริ่มต้น และจุดเปลี่ยนของมายาคติ” 
โดยคุณโน๊ต เจษฎา แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •