บทความที่ดี ทรูไอดีฯ ต้องการอะไร?

การตั้งชื่อบทความเป็นคำถาม เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้หลายคนต้องการเข้ามาหาคำตอบ แต่ผมขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะชื่อของบทความนี้เป็นเพียงตัวหลอกล่อให้คุณคลิกเข้ามาเท่านั้น เพราะการเขียนบทความที่ดี ไม่มีเกณฑ์วัดได้ ขึ้นกับว่าบทความนั้นถูกใจใครบ้างต่างหาก และในที่นี้เรากำลังขายบทความให้ทรูไอดีฯ บทความที่ดีจึงควรเป็นที่ถูกใจของผู้ตรวจ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

สำหรับนักเขียนที่ต้องการให้บทความผ่านการตรวจง่าย ๆ โดยไม่ต้องแก้ซ้ำหลายรอบผู้เขียนขอแนะนำให้อ่านบทความ  “เขียนบทความอย่างไร ให้ถูกใจ บก.” ที่ผมเคยเผยแพร่ไปแล้ว ส่วนในบทความนี้ผมจะนำเสนอวิธีการเขียนบทความให้ถูกตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น

ความคิดสร้างสรรค์สอนกันไม่ได้

ความคิดของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ละคนเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย การหล่อหลอมบุคลิกให้กลายเป็นตัวเราในปัจจุบันมักผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ข้อผิดพลาด การเรียนรู้มากมาย และสิ่งเหล่านั้นจะหล่อหลอมความคิดให้กับบุคคล รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ที่จำเป็นจะต้องสะสมมานับแรมปีอีกด้วย

คุณสมบัติสำคัญของนักเขียนที่ควรมีคือ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสิ่งใหม่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่จรรโลงสังคม และเป็นที่ถูกใจของผู้อ่าน ซึ่งความสร้างสรรค์นี้อยู่ในตัวของแต่ละคน เพียงแต่ต่างกันในแง่มุมมอง ตลอดจนการแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมที่ชัดเจน

มนุษย์ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติในตัวเอง แต่การฝึกฝนก็สามารถสร้างให้ความคิดนั้นเกิดขึ้นได้ไม่ยาก สำหรับถนนของการเป็นนักเขียน การอ่านเป็นสิ่งสำคัญที่จะปูทางให้คุณสะสมคลังศัพท์ความรู้ คลังความคิด และสิ่งใหม่ที่สามารถหาได้จากการอ่าน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ การ์ตูน หรือแม้แต่การบทความสั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นการสะสมคำศัพท์และเพิ่มมุมมองในการเล่าเรื่องใหม่ๆ นอกจากนี้ในปัจจุบันมี Podcast แม้จะเป็นการเล่าเรื่องผ่านเสียง แต่ก็สามารถสร้างความรู้ และวิธีการเล่าเรื่องให้กับเราได้เป็นอย่างดี

วิธีฝึกความคิดสร้างสรรค์

  1. ตั้งคำถามให้มากเข้าไว้ – เมื่อพบกับเหตุการณ์หรือสิ่งบางอย่าง ให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดการตั้งคำถามจะเกิดกระบวนการคิดและจิตนาการต่อ
  2. สังเกตและจิตนาการ – การมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สังเกตให้ลึกซึ้ง ตั้งคำถามและคิดจินตนาการจะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
  3. คิดต่างแต่อย่าแตกแยก – การฝึกคิดต่าง มองมุมตรงข้าม คิดมุมกลับปรับมุมมองจะช่วยให้เกิดความคิดใหม่ ๆ แต่ต้องระวังอย่านำความคิดสุดโต่งนั้นมามากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียได้
  4. นอกกรอบ แต่อย่านอกคอก – การคิดให้แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง อะไรที่แปลก อะไรที่ใหม่ ยิ่งใหญ่ มักจะดัง เป็นหลักแนวคิดที่จะนำไปสู่ความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์นอกกรอบ
    แต่สิ่งที่หลายคนมักลืมไปคือ ก่อนที่เราจะออกนอกกรอบ เราต้องรู้ก่อนว่า “ในกรอบมีอะไร?” เมื่อเรารู้ว่ากรอบที่เราอยู่มีหกเหลี่ยม เก้าเหลี่ยม หรือสามเหลี่ยม เราก็สามารถต่อยอดออกจากกรอบนั้นได้
  5. ลงมือเขียน – หลังจากอ่านสะสมความรู้และคำศัพท์ได้มากแล้ว การฝึกเขียนจะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง
    แนะนำให้เขียนไดอารีบอกเล่าชีวิตประจำวันของตัวเองเป็นอันดับแรก และลองเขียนให้ได้หนึ่งปี เมื่อมองย้อนกลับมาในวันแรกที่เขียน คุณจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

เริ่มต้นเขียนบทความอย่างไร

ผู้เขียนขอแนะนำว่า ให้เริ่มจาก “หัวใจ” ของตัวเอง การเขียนด้วยความจริงใจ ด้วยความรัก จะทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่เรากำลังเขียน มอบความรักให้กับเนื้อหา แล้วสิ่งที่เขียนออกมาจะเต็มไปด้วยความตั้งใจ บทความนั้นจึงจะน่าอ่าน

องค์ประกอบของบทความ

เกริ่นนำ

การเขียนบทนำ เกริ่นนำ เป็นการนำให้ผู้อ่านสนใจเรื่องราวที่เรากำลังจะบอกเล่า กระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจใคร่รู้ เนื้อหาอาจเป็นการท้าวประวัติต่าง ๆ อ้างอิงข้อมูล หรือนำเรื่องด้วยประโยคที่ดึงดูดเพื่อชักจูงให้คนคล้อยตามเนื้อเรื่องทั้งหมด

การเกริ่นนำผู้เขียนควรเริ่มจากสิ่งที่ตนเองประทับใจ ความคิดเห็นส่วนตัว การตั้งคำถามให้คิดต่อ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนย่อหน้าสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสนใจเท่านั้น

ข้อควรระวัง
การเขียนเกริ่นนำที่ดี ไม่ควรเริ่มด้วยประโยค “สวัสดีค่า วันนี้เราจะมาแนะนำครีมล้างหน้ายี่ห้อกอไก่กันนะคะ” ซึ่งเราไม่ได้ถ่ายวิดีโอ ไม่จำเป็นต้องสวัสดี แต่นักเขียนอาจปรับให้เป็น
… “คุณเคยล้างหน้าแล้วรู้สึกว่าหน้าไม่สะอาดไหม?”
… “การล้างหน้าให้สะอาด เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน การหาครีมล้างหน้าที่ทำหน้าที่นั้นดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยคุณสมบัติของครีมล้างหน้ากอขอคอ”

เนื้อเรื่อง

คือเรื่องราวที่เป็นประเด็นหลังของบทความ เป็นส่วนเนื้อหาที่บอกว่าผู้เขียนต้องการเล่าเรื่องอะไร ในส่วนนี้สามารถเพิ่มเนื้อหาโดยแบ่งให้เป็นหลายย่อหน้าได้ ขึ้นกับว่าผู้เขียนต้องการบอกเล่ากี่ประเด็น และอย่าลืมว่า ในหนึ่งย่อหน้าไม่ควรมีมากเกินหนึ่งประเด็น

ในส่วนของเนื้อเรื่อง จะแสดงให้เห็นถึงทักษะความสามารถ การสะสมคำศัพท์ การบรรยาย การวาดฝีไม้ลายมือด้านการเขียน การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการนำเสนอที่นำไปสู่จุดหมายของบทความ

บทสรุป

เป็นเนื้อหาที่สรุปย่อเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่บทนำ เนื้อหา เป็นการเน้นเรื่องราวแบบรวบยอด โดยผู้เขียนสามารถแทรกแง่คิด ข้อเตือนใจ ปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติดี ๆ หรืออาจส่งท้ายด้วยความรู้สึกของตัวผู้เขียนเองด้วยภาษาที่สละสลวย

บทสรุปไม่ควรกล่าวว่า “หากผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้” ถือเป็นการแสดงออกความไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนขาดความสามารถในการเล่าเรื่อง
จึงขอแนะนำให้เขียนในเชิงวิเคราะห์จะทำให้บทความจบอย่างสวยงาม

การเขียนบทความจะดีได้หากได้รับการฝึกฝน ทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้เพียงแค่ “ลงมือเขียน” และทุกคนก็เป็นนักเขียนที่ดีได้เพียง “มุ่งมั่นและหมั่นฝึกฝีมือ” สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การมีใจรักการเขียน” ที่จะทำให้นักเขียนประสบความสำเร็จ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เขียนบทความอย่างไร ให้ถูกใจ บก.

บนถนนวิชาชีพ “นักเขียนมือสมัครเล่น” สู่การเป็นนักเขียนอาชีพ ด้วยใจที่รักการอ่านนำมาซึ่งทักษะการเขียนที่ได้มาโดยอัตโนมัติ ตลอดระยะเวลาในวัยเด็กที่เป็นเพียงหนอนหนังสือ ได้สะสมความรู้สยายปีกแลกเปลี่ยนความรู้บนถนนวิชาชีพนี้มาสักระยะ บทความนี้จึงรวบรวมข้อผิดพลาดที่เคยพบเจอ เพื่อนำเสนอแนวทางในการเขียนบทความแก่นักเขียนหน้าใหม่ให้พัฒนาสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพด้วยข้อควรระวังดังต่อไปนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เคล็ดไม่ลับ ที่ไม่ลับจริง ๆ

เคล็ดลับคืออะไร? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ระบุว่า “เคล็ด” หมายถึง อุบาย เล่ห์ กลเม็ด (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) แต่ในมุมมองของผู้เขียน คำว่า “เคล็ดลับ” หมายความได้ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยให้วิถีชีวิตปกติง่ายขึ้น หรือดีขึ้น ซึ่งหากมองในมุมนี้แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ? …..
ใช่ครับ การเขียนบทความเคล็ดลับเป็นการแชร์สิ่งดี ๆ ที่เรารู้ให้กับผู้อ่าน แต่สิ่งที่ทำให้นักเขียนหลายคนตกม้าตายก็เพราะเคล็ดลับเหล่านั้นมันไม่ลับน่ะสิ

เคล็ดลับและไม่ลับส่วนใหญ่จากนักเขียนทรูไอดีฯ มักเป็นเนื้อหาที่มีผู้คิดค้นและเผยแพร่มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลายเคล็ดลับถูกตีพิมพ์บนหนังสือ บนเว็บไซต์ และถูกแชร์ต่อบนสื่อสังคมออนไลน์จนกลายเป็นเรื่องทั่วไปที่ใครก็รู้กัน ทำให้เคล็บไม่ลับเหล่านั้นไม่น่าสนใจอีกต่อไป

สิ่งที่นักเขียนทรูไอดีฯ ทำคือ การหาช่องโหว่ด้วยนำเคล็ดลับจากที่ต่าง ๆ มาปรับคำ เปลี่ยนบทนำ แก้บทสรุป และแก้ไขภาษาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ใจความหลักของเนื้อหาจะถูกคัดลอกวนไปวนมาไม่รู้จบ ตัวอย่างเคล็ดลับที่มักเห็นบ่อยและผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการคัดลอกต่อ ๆ กันมา ได้แก่ ประโยชน์ที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับมะนาว เคล็ดไม่ลับดูแลผมด้วยมะกรูด เรื่องน่ารู้ของมะพร้าว เคล็ดลับวิ่งอย่างไรให้สุขภาพดี วิธีป้องกันตัวจากฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น

บทความเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการคัดลอกวนไปวนมาโดยผู้เขียนสมัครเล่นที่ไร้จรรยาบรรณและจิตใจของการเป็นนักเขียนที่ดี หวังเพียงแค่เงิน 100 บาท โดยไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บไซต์

น้อยแต่มาก ยากแต่ง่าย

บทความจำพวกน้อยแต่มาก ยากแต่ง่ายคล้ายกับการเขียนบทความประเภทเคล็ดลับ เช่น บทความรีวิวสินค้า รีวิวเพลง รีวิวภาพยนตร์ ที่ในความเป็นจริงมันควรจะเป็นบทความให้เราได้อ่านความคิดเห็นจากผู้ที่ใช้งานจริง ผู้รับชมจริง มีการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อย ความประทับใจ รวมถึงเรื่องลึกเบื้องหลังที่เราไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ ผ่านประสบการณ์จริง

เนื่องจากข้อกำหนดของบทความจะต้องมีอย่างน้อย 400 คำ หรือ 1 หน้า A4 ทำให้หลายคนพยายามใส่น้ำไปให้มากที่สุด เนื้อหาของบทความประเภทนี้ หลายคนมักนำคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ รายละเอียดของสินค้า เนื้อเพลง เรื่องย่อของภาพยนตร์ รวมไปถึงชื่อของนักแสดงที่ใส่มาเต็มยศยาวเหยียดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ 

โดยนำเนื้อหาที่สามารถดูได้ที่ Official Website มาใส่ในบทความของตัวเอง เสริมด้วยความคิดเห็นส่วนตัวประมาณ 2-3 บรรทัด บรรยายว่าดีมาก ชอบมาก ซึ่งหากมองในมุมของนักอ่าน สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องการรู้ ไม่อยากรู้ แต่สิ่งที่ต้องการอ่านจากการรีวิวคือ ประสบการณ์จริง มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หรือจุดด้อย และที่สนใจากที่สุดคือข้อควรระวังที่ควรมีมากกว่าข้อดี

ข้าง หลัง ภาพ

ภาพประกอบเป็นสิ่งที่สำคัญกับบทความ นักเขียนหน้าใหม่มักจะผิดพลาดในการหาภาพจากกูเกิ้ล ซึ่งจริง ๆ แล้วทางทรูไอดีฯ เคยแนะนำเว็บไซต์ที่ให้นำภาพประกอบมาใช้ได้แล้ว แต่หลายคนก็ยังใส่เครดิตให้ภาพไม่เป็นจึงเลือกจากสิ่งที่ใกล้ตัวและง่ายที่สุด แต่นั่นอาจทำให้ผิดลิขสิทธิ์และโดนฟ้องร้องได้

การใส่เครดิตใต้ภาพประกอบจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา โดยสามารถใส่ได้ใต้ภาพนั้นเลย และควรใส่ลิงก์ให้กับข้อความให้เครดิตนั้นเปิดไปยังภาพต้นฉบับได้ ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กำลังอธิบายคืออะไร

ภาพประกอบโดย xxx จากเว็บไซต์ AAA <<< ในประโยคให้เครดิตนี้นักเขียนสามารถทำให้กลายเป็นลิงก์คลิกเพื่อเปิดไปยังภาพต้นฉบับได้ โดยคลุมข้อความในส่วนนั้น กด ctrl และ k จะปรากฏหน้าต่างเล็ก ๆ ขึ้นเพื่อให้นำ url ของภาพไปใส่ จากนั้นกดยืนยันเป็นอันสมบูรณ์

  • ตัวอย่าง นักเขียนสามารถดูเว็บไซต์แจกภาพฟรีไม่ติดลิขสิทธิ์ได้ที่นี่ คลิก

ผิดเป็นครู

การเขียนบทความที่ดี นักเขียนจะต้องตรวจทานบทความของตัวเองซ้ำหลาย ๆ รอบ แม้จะขี้เกียจแต่ก็จะต้องตรวจ เพราะการเผยแพร่ข้อความที่ผิด เท่ากับเป็นตัวอย่างผิด ๆ ให้กับผู้อ่าน ดังนั้นก่อนจะกดส่งเพื่อรอรีวิว ควรอ่านซ้ำอีกครั้งว่ามีการสะกดผิดหรือไม่ ลืมเว้นวรรคตรงไหนบ้าง หรือมีประโยคใดที่เขียนวนไปวนมา

ข้อผิดพลาดที่นักเขียนหลายท่านมักลืมคือ การแบ่งย่อหน้าหรือย่อหน้าใหม่ โดยองค์ประกอบของย่อหน้าควรเล่าเรื่องเพียงประเด็นเดียว หากเล่าเรื่องหลายประเด็นควรจะตัดจบแล้วขึ้นย่อหน้าใหม่เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกประเด็นในแต่ละย่อหน้าได้

การเว้นวรรคเป็นอีกจุดสำคัญที่หลายคนมักผิดพลาดด้วยความไม่รู้ โดยหลักความเป็นจริงแล้ว การเว้นวรรคมักจะเว้นหนึ่งเคาะหลังจบประโยค ส่วนการเขียนตัวเลขและภาษาอังกฤษก็ควรมีการเว้นวรรคเช่นกัน

  • ตัวอย่างที่ 1 สวัสดีครับ ผมขอซื้อปากกา 1 อันได้ไหมครับ
  • ตัวอย่างที่ 2 สื่อสังคมออนไลน์ facebook และ twitter เป็นที่นิยมของคนไทย
  • ตัวอย่างที่ 3 โซเชียลมีเดีย (Social Media) ยอดนิยมของคนไทยได้แก่ เฟซบุ๊ก (facebook) ทวิตเตอร์ (twitter)

ข้อควรระวังในการเว้นวรรคคือเมื่อถึงวงเล็บ ให้เว้นแค่ก่อนวงเล็บเปิด และหลังวงเล็บปิดเท่านั้น และการพิมพ์ไม้ยมก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ทั้งฉบับ พ.ศ. 2525 และฉบับ พ.ศ. 2542 ระบุว่า การเขียนไม้ยมกที่ถูกต้องคือ ต้องเว้นวรรคทั้งหน้าและหลัง แต่ในเรื่องของไม้ยมก บางคนก็เว้นวรรคเพียงข้างหลังเพียงอย่าเดียวก็ไม่ถือว่าผิด

  • ตัวอย่าง  “สิ่งที่เป็นเส้น ๆ หุ้มยวงขนุน” และ “ติด ๆ กัน”

หน้าที่การตรวจคำผิดเป็นหน้าที่ของนักเขียน ก่อนจะส่งงานทุกครั้งจะต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของบทความ และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้เขียนลงไป ในการนำเสนอเรื่องราวควรมีความถูกต้องของภาษาอยู่ด้วย

การเขียนบทความให้ถูกใจ บก. อาจไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว แต่การหมั่นฝึกฝน และระมัดระวังการพิมพ์ผิด การตรวจเช็คซ้ำหลาย ๆ รอบ รวมไปถึงการทำตามกฎกติกา เงื่อนไขของทางเว็บไซต์ จะช่วยให้บทความของนักเขียนผ่านการอนุมัติจาก บก. ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

การสร้างคำวิเศษสร้างด้วยการตั้งคำถามที่บังคับให้อีกฝ่ายตอบรับในสิ่งที่เป็นจริง เราควรพยายามหาโอกาสให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับคำพูดของเราโดยเร็ว และควรทำในช่วงต้นของการสื่อสาร และไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายตอบรับด้วยคำพูด แต่ทำให้เราพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มใจก็ถือว่าได้ผลเช่นกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

สร้างการตอบรับทีละนิด โดยอาศัยการพูดเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าเป็นความจริงอยู่แล้ว หรือสร้างบทสนทนาที่เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก ๆ ให้อีกฝ่ายตอบตกลงโดยเลี่ยงไม่ได้ด้วยวิธีดังนี้

1. จบประโยคด้วยการถามย้ำ

โดยลงท้ายประโยคว่า จริงไหมครับ ใช่ไหมครับ ซึ่งคำถามย้ำจะมีประสิทธิภาพมากเมื่อถูกถามด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบเป็นประโยคบอกเล่า แต่หากจบด้วยการถามย้ำก็จะทำให้อีกฝ่ายตอบรับทีละนิดและจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมหาศาลเลยทีเดียว

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

2. ใช้คำพูดแสดงความเชื่อมั่น

โดยอาจขึ้นประโยคว่า เห็นได้ชัดว่า ไม่แปลกใจเลยว่า แน่นอนว่า ซึ่งจะเป็นสร้างความเชื่อมั่น และเหมือนเป็นการสะกดจิตให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับเราตั้งแต่ประโยคเริ่มต้น และจะทำให้อีกฝ่ายตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

3. ทวนคำพูด

การทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะช่วยให้เกิดการตอบรับ และยังช่วยแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรขยายความของประโยคนั้น โดยเลี่ยงประโยคคำถามเช่น “คุณกำลังบอกว่า…” “ผมเข้าใจถูกไหม” ซึ่งถือเป็นคำที่ไม่ควรทำ แต่ควรทวนประโยคของอีกฝ่ายแบบเป๊ะๆ และต้องระวังไม่ให้ดูเหมือนว่าคุณกำลังล้อเลียนเขาอยู่

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

4. ทำให้เกิดการพยักหน้า

ประโยคเหล่านี้มักเป็นประโยคที่แทบไม่มีใครโต้แย้งได้ เช่น “กันไว้ดีกว่าแก้” แม้ประโยคเหล่านี้จะดูน่าเบื่อ แต่หลายคนจะคุ้นเคยกันมาพอสมควร อาจเป็นคำจากคนดัง หรือคำคมที่ปฏิบัติมาอย่างช้านาน แต่นี่แหละจะทำให้อีกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้และก็จะทำให้อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง
หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

5. ประโยคบาร์นัม

ประโยคแบบนี้มักถูกบรรดาหมอดูใช้ในการทำนายทายทัก มักเป็นประโยคที่อธิบายแบบกว้างมากๆ กว้างแบบครอบจักรวาลที่ทุกคนเห็นด้วย เช่น “บางครั้งคุณก็เป็นที่ชอบอยู่คนเดียวและมีโลกส่วนตัวสูง แต่บางครั้งคุณก็ชอบเข้าสังคมและพูดเก่ง”

สรุป

ประโยคเหล่านี้จะบังคับให้อีกฝ่ายตอบรับอย่างปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งทำให้อีกฝ่ายตอบรับได้มากเท่าไหร่ การเจรจาหรือโน้มน้าวจิตใจของคู่สนทนาก็ง่ายดายยิ่งขึ้น 


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


บุคลิก 5 แบบของผู้ใช้เฟซบุ๊ก

การพัฒนาการสื่อสารในปัจจุบันก่อให้เกิด “ชีวิตดิจิทัล (Digital Life)” ชีวิตที่เชื่อมกันด้วยระบบดิจิทัล ในอนาคตมนุษย์จะอยู่ไม่ได้ ถ้าหากไม่มีตัวตนอยู่ในโลกออนไลน์เลย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เฟซบุ๊กหรือเป็นอะไรก็ตาม เพราะมนุษย์ต้องมีทั้งตัวจริง มีเลือดเนื้อ แล้วก็มีตัวตนในโลกไซเบอร์ ถึงจะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Blur Face
Blur Face

สถาบันวิจัยสากลแมคคินซี่ (McKinsey Research Global Institute) ได้ประเมินสภาพแวดล้อมของสังคมปัจจุบันว่า จะถูกยกระดับจากยุคของเครือข่ายสังคมออนไลน์ สู่การเป็นสังคมดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสังคมที่ผู้ใช้งานไม่ได้เข้าสู่โลกออนไลน์เพียงเพื่อติดต่อสื่อสารหรือเชื่อมโยงเท่านั้น แต่จะเข้าถึงทั้งโลกออนไลน์จนกลายเป็น “รูปแบบการดำเนินชีวิตดิจิทัล (Digital lifestyle/Digital journey)”

ทั้งนี้เฟซบุ๊กเป็นสื่อที่เข้าถึงเป้าหมายได้มากที่สุดในประวัติศาตร์ และยังเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยมีปริมาณการใช้งานที่บ่อยที่สุดเป็นอันดับ 1 จนทำให้เกิดงานวิจัยในกลุ่มผู้ใช้งานต่างๆ มากมาย และในบทความนี้ ปรภ ได้นำส่วนหนึ่งของบทความทางวิชาการมาเผยแพร่ให้ผู้ใช้งานตรวจสอบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มบุคลิกภาพแบบใดกันแน่

hand of person using smartphone
person using smartphone

ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบชอบแสดงตัว

การใช้งานเฟซบุ๊กของผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบชอบแสดงตัว เป็นผู้ที่มีบุคลิกชอบแสดงตัวเป็นคนชอบเข้าสังคม ช่างคุย ร่าเริง เป็นกันเอง และมักจะเป็นฝ่ายเข้าไปทักทายผู้อื่นก่อน มีการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ชอบทำกิจกรรม

a man smiling
smile

คนกลุ่มนี้พฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กอย่างชัดเจนกว่าบุคลิกภาพแบบอื่น โดยมักจะใช้เฟซบุ๊กบ่อยและใช้ครั้งละนานๆ โดยนักวิชาการต่างประเทศอธิบายเหตุผลนี้เอาไว้ว่า…

Rich-get-Richer หมายถึงการที่ผู้ใช้งานแม้จะได้พูดคุยกับเพื่อนในโลกจริงแล้ว ก็ยังใช้เฟซบุ๊กเพิ่มช่องทางให้ได้พูดคุยในโลกออนไลน์ด้วลักษณะที่เป็นคนช่างคุย เข้ากับคนง่ายจึงชอบแชร์สิ่งต่างๆ ชอบกดไลก์และแสดงความเห็นแก่ผู้อื่น

person holding iphone space grey open twitter
person holding iphone

ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบประนีประนอม

การใช้เฟซบุ๊กของผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบประนีประนอม ด้วยความที่เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน จิตใจโอบอ้อมอารี รู้จักยืดหยุ่นผ่อนปรนให้ความร่วมมือกับผู้อื่น มักหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับผู้อื่น ทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี คนกลุ่มนี้มักจะใช้เฟซบุ๊กไม่บ่อย และในแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาไม่นาน

Gay couple
Gay couple

ด้วยความที่คนกลุ่มนี้มักเป็นมิตรกับผู้อื่นจึงมักจะถูกแท๊กอยู่บนรูปภาพของผู้อื่นอยู่เสมอ แต่คนกลุ่มนี้มักจะไม่นิยมกดไลก์ อาจมาจากบุคลิกภาพแบบประนีประนอมที่คิดว่าการกดไลก์อาจทำให้เพื่อนคนอื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างอาจเกิดความไม่พกใจได้

อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้เมื่อโพสต์อะไรบางอย่างในเฟซบุ๊กของตนเองหรือผู้อื่นมักใช้ข้อความที่แสดงความรู้สึกดีและแสดงความเป็นมิตร

ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึก

การใช้เฟซบุ๊กของคนกลุ่มที่มีจิตสำนึกเป็นผู้มีวินัยในตนเอง จัดระเบียบชีวิตได้ดี มีความรับผิดชอบสูง เป็นคนที่มีแรงจูงใจผลักดันให้ตนเองประสบความสำเร็จและหมั่นพัฒนาตนเอง

Photo by christian buehner on Unsplash

คนกลุ่มนี้ใช้เฟซบุ๊กน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น และมีเพื่อนในเฟซบุ๊กเพียงไม่กี่คน เพราะมองว่าเฟซบุ๊กทำให้เสียเวลา และไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้มักชอบอัพโหลดรูปภาพ เพราะเป็นคนขยันและมีระเบียบจึงชอบจัดระบบบรรดารูปภาพต่างๆ ของตนเอง

ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว

คนกลุ่มนี้เป็นผู็ที่ไม่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ เป็นคนชอบวิตกกังวล โกรธง่าย เสียใจง่าย มีอารมณ์เปราะบาง นึกถึงแต่ตัวเองจนทำให้มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางที่ไม่ค่อยดี

Man
Man

การใช้เฟซบุ๊กของผู้มีบุคลิกภาพแบบหวั่นไหวมักจะนิยมใช้บ่อยและชอบเขียนบันทึกส่วนตัว เพราะบันทึกที่เขียนมีความสำคัญในการบ่งบอกตัวตน ต้องการให้คนอื่นสนใจ ชอบโพสต์สถานะ และแสดงความเห็นทั้งทางบวกและลบ

โดยส่วนมากเป็นกลุ่มที่นิยมกดไลก์ เพราะเป็นวิธีบรรเทาอารมณ์ทางลบโดยการเข้าไปกดไลก์ให้เพื่อน และหวังว่าเพื่อนจะกดไลก์ให้เป็นการตอบแทน

man using smartphone and holding jeans
man using smartphone

ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบเปิดรับประสบการณ์

ผู้ที่มีบุคลิกในรูปแบบนี้เป็นผู้ที่เต็มใจรับฟังแนวคิดใหม่ๆ มีจินตนาการ มีอารมณ์สุนทรีย์ กระตือรือร้น ใจกว้าง และเปิดเผย โดยมากคนกลุ่มนยี้มักใช้เฟซบุ๊กมากและบ่อย ใช้ครั้งละนานๆ เพราะต้องการสัมผัสประสบการณ์การสื่อสารทางเลือกแบบใหม่ ซึ่งการใช้เฟซบุ๊กตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

Gay couple
Gay couple

คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการทำกิจกรรมบนเฟซบุ๊กหลายอย่าง เช่น เขียนบันทึกข้อมูลส่วนตัว โพสต์ข้อความและติดตามอ่านข้อความของผู้อื่น ชอบกดไลก์ เข้าร่วมกลุ่มสมาชิกต่างๆ

ปัจจุบันระยะเวลาในการใช้งานของกลุ่มนี้ลดลง เพราะมีเครือข่ายสังคมออนไลน์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย เฟซบุ๊กจึงไม่ใช่ประสบการณ์ใหม่อีกต่อไป

A man with a globe
A man with a globe

สรุป

บทความนี้เขียนโดย รศ.ดร.วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล ได้รวบรวมผลงานวิจัยที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบกับการใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งสรุปพฤติกรรมได้ว่า ผู้นิยมใช้เฟซบุ๊กมีสองกลุ่มคือ ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว และมีบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว ส่วนผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบประนีประนอม มีจิตสำนึก และเปิดใจรับประสบการณ์ไม่นิยมใช้เฟซบุ๊ก

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

อ้างอิง
• กมลรัฐ อินทรทัศน์ (2551) ผลที่เกิดจากกระแสการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อสังคมปัจจุบัน
• ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข (บก.) (2554) สื่อออนไลน์ Born to be Democracy
• ปิยะชาติ อิศรภักดี. (2559). Branding 4.0
• วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล (2556) บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบกับการใช้เฟซบุ๊ก
• สำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. (2558). รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2558
• Amichai (2010) Social network use and personality.
• Bachrach (2012) Personality and patterns of Facebook usage.
• Moore (2012) The influence of personality of Facebook usage, wall posing, and regret.
• Kirtpatrick, D. (2011). The Facebook effect: The inside story of the company that is connectingthe world.
• Ross (2009) Personality and motivations associated with Facebook use.
• Wehrli (2008) Personality on social network sites: An application of the five factor model.

ภาพประกอบจาก unsplash

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


เรื่องเล่าจาก “บ้านกาญจนาฯ”

สิ่งที่ทำได้ดี ทำได้เก่งในห้องเรียน ไม่ได้สอนว่ากระสุนนัดแรกที่ยิงออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต “วิชาชีวิต” จึงเป็นทักษะที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนรับมือกับปัญหาได้

ในงานเสวนา “วิชาชีวิต ทางรอดเด็กและเยาวชน” มีเรื่องเล่ามากมายจากเด็กที่เคยก้าวพลาดไปชั่วขณะ แต่ก็ได้เรียนรู้วิชาชีวิต เพื่อที่จะกลับมายืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมอีกครั้ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

“ป้ารู้ไหมครับ ถ้าหากสมัยที่ผมเป็นนักเรียน แล้วได้เรียนวิชาชีวิต ได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้รู้ปัญหาของสังคมอย่างจริงจังเหมือนที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก ผมจะไม่ติดคุกแน่ นี่คือคำพูดของเด็ก ๆ ที่พูดกับป้า”

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในการสอนวิชาชีวิตว่า การเรียนรู้ในเรื่องแวดล้อมรอบตัว ข่าวสารสังคมต่าง ๆ ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี โดยให้เด็กในบ้านวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ รวมถึงการดูภาพยนตร์เพื่อวิเคราะห์ การตัดสินใจทางเลือก การวิเคราะห์ผลของการตัดสินใจนั้นว่าจะส่งผลอะไรต่อไปในชีวิต

เด็กๆ ได้บอกกับตนว่า หากได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก่อนวันที่กระทำความผิด พวกเขาเชื่อว่าตนเองจะไม่กระทำแบบนั้น ซึ่งบ้านกาญจนาภิเษกเป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำ มีหน้าที่เยียวยาในปลายเหตุ แต่โรงเรียนและบ้านคือต้นน้ำ ถ้าหากนำวิชาชีวิตไปอยู่ที่ต้นน้ำได้จะก่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ใหญ่มักจะให้ความหมายว่า เยาวชนคืออนาคต อนาคตจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดให้กับเด็ก แต่หากเปลี่ยนความหมายให้เยาวชนคือปัจจุบันด้วย ผู้ใหญ่จะต้องหันกลับมามองว่า ณ วันนี้ได้เปิดพื้นที่อะไรให้กับเด็กและเยาวชนบ้าง

ถ้าหากยังไม่เปิดจะสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใด ด้วยเครื่องมือไหน ซึ่งวันเยาวชนไม่ควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่มาคิดอะไรให้กับเด็ก แต่ควรเป็นวันที่มีการเริ่มต้นในนโยบายใหม่ ๆ เช่น ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ได้เข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยตัวเอง และเปล่งเสียงด้วยตัวเองว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร

น้องบี (นามสมมติ) จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก เล่าถึงอดีตที่โตมากับสภาพแวดล้อมของการพนัน ทำให้ตนมีนิสัยรักสนุกจากการเสี่ยงดวง โดยเริ่มออกปล้นเพื่อหาเงินมาเล่นพนันจนต้องมาอยู่ในสถานพินิจว่า หลังจากได้เรียนวิชาชีวิตที่บ้านกาญจนาฯ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจคนในครอบครัว ได้เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองต้องแก้ไข จึงเริ่มหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความต้องการดูแลคนข้างหลัง ดูแลพ่อแม่ เพราะในวันที่เข้าสถานพินิจ มีเพียงพ่อแม่ที่ยังสนใจเขาอยู่

ในขณะที่ นายจี (นามสมมติ) อดีตเด็กติดเกมเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ชีวิตในอดีตที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า ตนเคยติดเกมและตั้งใจที่จะเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ โดยเล่นเกมติดต่อกันนานที่สุดเป็นเวลา 3 วัน หารายได้จากการเล่นเกม ส่งผลกระทบให้ไม่อยากเข้าสังคม เพราะเมื่ออยู่ในสังคมคนรอบข้างมักมองว่าตนเป็นเด็กเกเร เด็กติดเกม ยิ่งทำให้ตนหันเข้าสู่โลกแห่งความเสมือน เสพติดการเล่นเกมและมีเพียงสังคมในเกมที่คอยรับฟังปัญหา

จนกระทั่งถูกคนแถวบ้านชวนออกไปทำกิจกรรมในชุมชน จึงเริ่มออกมาสู่โลกที่มีผู้คน ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างมองตนเองในทางที่ดีขึ้น จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกมาทำในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ และอยากจะฝากบอกกับคนที่ติดเกมว่า ควรเล่นให้พอดี อย่าเล่นเกมจนลืมคนรอบข้าง อย่ามองแต่ข้อดีโดยไม่ได้มองว่ามันส่งผลกระทบอะไรบ้าง ควรให้เวลากับทุกสิ่งทุกอย่าง และควรหาความพอดีของการเล่นเกมให้เจอ นี่แหละคือวิชาชีวิตที่ตนเองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดกลับตัวกลับใจได้ทัน หรือหากคิดได้ก็อาจจะสายเกินไป เพราะการกระทำความผิดนั้นง่ายเพียงนิดเดียว แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นยากเกินจะคาดเดา วิชาชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดในสังคมให้กับเด็กไทยยุคใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน เด็กและเยาวชนควรมีภูมิต้านทานที่อย่างน้อยจะช่วยให้เด็กฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาจากกระทำของตนเอง

เพราะทุกคนไม่ได้มีแต่ด้านมืด แต่ยังมีด้านสว่างที่รอให้มีใครมาจุดประกาย แต่อย่าทำในวันที่สายเกินไป การเรียนรู้ทักษะวิชาชีวิตจะช่วยเป็นเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สว่าง ก่อนที่ความมืดจะครอบงำสติ และช่วยชี้ทางออกให้กับทุกปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากเสวนา วิชาชีวิต ทางรอดเด็กและเยาวชน
โดยนางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

ปักหมุด 5 วัด ขอพรเรื่องสุขภาพ

การมีสุขภาพดีเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะสุขภาพดีไม่มีขาย หากอยากได้ต้องทำเอง อันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ซึ่งการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ แต่การดูแลเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องพึ่งการขอพรเข้าร่วม และนี่คือ 5 วัดที่เหมาะแก่การขอพรเรื่องสุขภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Monk
Monk

1.หลวงพ่อดำวัดสมานรัตนาราม
จังหวัดฉะเชิงเทรา

วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

วันสมานรัตนาราม เป็นวันที่ผู้คนนิยมมาขอโชคลาภจากองค์พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุข หรือองค์พระพิฆเนศสีชมพู ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่รู้กันหรือไม่ว่าใกล้ ๆ กันนั้น ยังมี หลวงพ่อองค์ดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่จำลองแบบมาจากนาลันทา ประเทศอินเดีย ที่มาประดิษฐานประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 องค์ ทั้งนี้ คนจะไปกราบไหว้และขอพรหลวงพ่อดำ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

2.หลวงพ่อเกษรวัดโสธรวรารามวรวิหาร
จังหวัดฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นอีกหนึ่งวันที่มีผู้คนแวะเวียนมากราบไหว้กันทุกวัน ซึ่งในพระอุโบสถหลังใหม่มี หลวงพ่อเกษร เป็นพระบริวารของหลวงพ่อโสธร มีประวัติคือ หลวงพ่อเกษร เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก มีพุทธศิลป์แบบเขมร ทำมาจากศิลาหรือหิน สูงประมาณ 2 ศอก สันนิษฐานว่าหล่อขึ้นประมาณปลายรัชกาลที่ 5

ว่ากันว่า หลวงพ่อเกษร เป็น “พระหมอ” ซึ่งประชาชนที่หายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย จะพากันนำสิ่งของมาถวาย ซึ่งได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน และก็จีบหมากพลูทั้งหมด 9 คำ สำหรับคุณแม่คนไหน มีปัญหาเรื่องสุขภาพ จงไปกราบไหว้ขอพรพระหมอดู

3.หลวงพ่อสด หลวงพ่อโยก วัดจันทรังษี
จังหวัดอ่างทอง

วัดจันทรังษีนี้ต้องหยิบยกมาเล่าถึง 2 องค์เลย สำหรับรูปหล่อ “หลวงพ่อสด” (หลวงพ่อสด จันทสโร) เป็นรูปหล่อโลหะองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในวิหารของวัด โดยมีหน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 นิ้ว สูง 9 เมตร 9 นิ้ว หากใครได้กราบไหว้หลวงพ่อสด ท่านก็ประทานพรเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บและเงินทอง

ส่วน “หลวงพ่อโยก” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย อายุ 300 ปี ที่ประดิษฐานอยู่ภายในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ โดยชาวบ้านเล่าว่า พระพุทธรูปนี้สามารถโยกไปโยกมาได้ จึงเรียกว่า หลวงพ่อโยก ว่ากันว่าหากได้กราบไหว้ท่านแล้ว จะไร้ทุกข์ ไร้โศก ไร้โรค ไร้ภัย

4.พระปางพยาบาล วัดขนอนเหนือ
จังหวัดอยุธยา

Monk
Monk

พระปางพยาบาลที่วัดขนอนเหนือ เป็นพระนั่งขัดสมาธิ โดยมีพระภิกษุอาพาธนอนที่ตัก โดยมือขวาประคองศีรษะไว้ ขณะที่มือซ้ายจับที่ท้องของพระที่อาพาธ ชาวบ้านเชื่อว่าหากมากราบไหว้ จะขอพรเรื่องสุขภาพให้ไร้โรคภัยได้

5.ท้าวหิรัญพนาสูร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
กรุงเทพมหานคร

ท้าวหิรัญพนาสูร ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือพระราชวังพญาไทเดิม ท่านถูกสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของพระราชวังพญาไท เมื่อมีผู้ป่วยไข้หรือญาติผู้ป่วยไปกราบไหว้สักการะ ก็จะหายป่วยอย่างน่ามหัศจรรย์ จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ขอพรเรื่องสุขภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความที่น่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


7 เคล็ดลับขจัดความทุกข์ออกจากใจ

ในหลายครั้งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะที่เศร้าหมอง หรือมีความทุกข์ มักเป็นเรื่องที่ยากที่เราจะกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง แต่เมื่อเราผ่านมันไปได้และมองย้อนกลับไปจะมองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องตลก แต่ตราบใดที่เรายังติดอยู่ภาวะเศร้าหมอง ก็ยากที่จะหลุดออกมา…

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ ปรภ ในเรื่องของเคล็ดลับในการสร้างพลังบวกและขจัดพลังลบ เพื่อให้มีพลังด้านบวกในการทำงาน และขจัดพลังลบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตดังนี้

1. ใช้ภาษาที่เป็นบวก 

หลายงานวิจัยพบว่า ทุกครั้งที่เราพูดในเรื่องที่เป็นลบ จะส่งผลกับเคมีในเลือด และทำให้เลือดเป็นกรด เมื่อไหร่ที่เราจดจ่อกับเรื่องด้านลบ ก็เปรียบเสมือนว่าเรากำลังวางยาพิษให้กับจิตใจของตัวเองและทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอตามที่เราพูดออกไป

Mens
Mens

2. หากไม่ล้มเลิกก็ไม่ล้มเหลว

หากวันนี้ทำไม่ได้ให้บอกกับตัวเองว่าพรุ่งนี้เริ่มใหม่ ต้องให้กำลังใจตัวเอง และอย่ารู้สึกผิด เพราะการรู้สึกผิดที่ล้มเหลวจะยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดมากกว่าเดิม หากเราทำพลาดต้องอย่าดราม่า อย่าไปให้ความสำคัญ

a man smiling
smile

3. มองข้อผิดพลาดให้เป็นข้อดี

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้เราถามกับตัวเองว่า จะเรียนรู้อะไรกับเหตุการณ์นี้ มันมีข้อดีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนำข้อดีนั้นมาเป็นแหล่งพลังงานให้กับตนเอง

picture of two man on Silhouette
two man

4. อย่าหลอกตัวเอง 

ถ้าเศร้าต้องยอมรับว่าเศร้า ถ้าอยากร้องไห้ต้องร้อง แต่เมื่อร้องไห้เสร็จ เศร้าเสร็จจะต้องจบ และเจริญสติให้กับตัวเอง ใช้สติอยู่กับปัจจุบัน เพราะสติคือฐานทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลง คนเราเปลี่ยนได้หากมีสติ อยู่กับปัจจุบัน หากช่วงไหนไม่เศร้าก็ไม่ต้องเศร้า ไม่จำเป็นต้องเศร้าตลอดเวลาก็ได้ ให้อยู่กับลมหายใจปัจจุบัน

Men's reflection
Men’s reflection

5. เปลี่ยนร่างกาย

ทำให้ร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เป็นบวก ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

man in blue denim jeans with brown leather coat draped over shoulders
man in blue denim jeans

6. ย้ายโฟกัส

เปลี่ยนไปโฟกัสในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่อนุญาตให้ตัวเองคิดในเรื่องที่เศร้า หากปัญหาเป็นเรื่องที่แก้ได้ให้โฟกัสกับการแก้ปัญหา แต่หากเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ให้โฟกัสในเรื่องอื่น

man using magnifying glass
man using magnifying glass

7. เลือกคำพูดที่เหมาะสมกับเหตุการณ์

ให้ถามตัวเองเสมอว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อให้เราได้เรียนรู้อะไร เราโชคดีอย่างไรทีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา และเหตุการณ์นี้ทำให้เราเติบโตได้อย่างไร

Gay couple
Gay couple

สรุป

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะหายเศร้าหรือหายทุกข์ในทันที แต่จะต้องค่อย ๆ ทำ และหมั่นฝึกสร้างพลังบวกอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ตนเองมีวัคซีนต้านเศร้า เมื่อถึงจุดนั้นปัญหาเล็กน้อยจะไม่สามารถทำอะไรเราได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ให้สัมภาษณ์โดยครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ

set-a-goal-to-conquer-the-new-year

วิธีตั้งเป้าหมาย สู่ปีที่ดีกว่าเดิม

ในช่วงต้นปี หลายคนที่กำลังจะตั้งเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเอง ก็คงกำลังสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจเพื่อดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ แต่หลายครั้งความตั้งใจนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นั่นอาจเป็นเพราะว่า เป้าหมายที่ตั้งนั้นอยู่ไกลเกินตัว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ในประเด็นนี้ ปรภ ได้มีโอกาสพูดคุยกับครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูผู้มากประสบการณ์ โดยได้รับคำแนะนำดังนี้

“…เราเอาความฝันไปบอกคนที่เขาพูดกับเราว่า เธอทำไม่ได้หรอก คนเหล่านี้เรียกว่า ‘เพลี้ยความฝัน’ เราจะไม่เล่าให้เพลี้ยฝันฟัง ควรจะเล่าให้ ‘ปุ๋ยความฝัน’ ฟัง ที่พูดแล้วพร้อมซัพพอร์ตเรา พาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มทำเหมือนกัน…”

กฎ SVM

ถ้าหากอยู่กับคนที่มีแนวโน้มด้านทัศนคติ มีความมุ่งมั่นในทิศทางคล้ายๆ กัน หรือมีวิธีคิดแนวเดียวกัน ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายเราไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งหลักในการตั้งเป้าหมายของครูเงาะ เรียกว่า “กฎ SVM”

S การตั้งเป้าหมายให้เป็น S.M.A.R.T. Goal

SMART GOAL
SMART GOAL
  • S Specific ต้องตั้งเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไม่เลื่อนลอย เช่น ปีใหม่จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องระบุให้ชัดว่า ด้านไหนของชีวิตที่อยากให้ดีขึ้น  
  • M Measurable ต้องสามารถวัดผลได้ เช่น จะตั้งใจลดความอ้วน ต้องเปลี่ยนเป็น ปีนี้อยากลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโล เป็นต้น
  • A Attainable ต้องทำสำเร็จได้จริงในระยะเวลาที่กำหนด ดูแล้วมีความเป็นไปได้ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่เริ่มฝึกวิ่งก็เป็นไปได้ยาก
  • R Relevant ต้องเกี่ยวพันธ์กับตัวเรา เช่น หากเราอยากให้ลูกเรียนเก่งและเป็นคนดี เราต้องตั้งเป้าว่า ฉันจะเป็นแม่ที่สามารถสนับสนุนลูกและเข้าใจลูก
  • T Time – bound ต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน ว่าอยากให้เป้าหมายของเราดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

V Value คุณค่า

การตั้งเป้าหมายหรือที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ มักจะไม่ได้แนบคู่กับคุณค่าที่สำคัญในชีวิต เช่น หลายคนอยากลดความอ้วนเพราะอยากสวย อยากผอมเหมือนดารา แต่พอเจออาหารที่ชอบอยู่ตรงหน้าก็จะมีความคิดที่ว่า ฉันไม่ใช่ดารา ฉันอยากจะกินอาหารตรงหน้า หรือ อยากมีบ้านในฝันเพราะมันสวยดี แต่พอทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยก็จะรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราอยู่แบบเดิมก็ไม่เสียหาย ซึ่งนี่คือปัญหาของการตั้งเป้าหมาย

แต่หากเรา ‘ตั้งเป้าหมายโดยการแนบไปกับคุณค่าของชีวิต’ เช่น อยากลดความอ้วนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีและอยู่กับลูกไปนาน ๆ ฉันจะซื้อบ้านเพื่อให้คนที่ฉันรักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมีความสุข จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า

“…เราต้องถามตัวเองว่าอะไรคือเป้าหมายหลักของชีวิต แล้วลองดูว่า Goal ที่เราตั้งเอาไว้จะสามารถสนองเป้าหมายของเราได้หรือไม่ โดยวิธีการเช็ค ให้คอยถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร ลดความอ้วนเพื่ออะไร อยากสวยเพื่ออะไร ให้ถามไปจนกว่าเราจะมั่นใจว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่…”

M • Massive Action การตั้งเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายโดยใช้กฎ 80 – 20 โดยเลือกข้อที่ทำน้อยแต่ได้มาก เราทำเพียง 20 แต่ได้ถึง 80 โดยจะต้องศึกษาเรียนรู้มิเช่นนั้นอาจจะไม่สำเร็จตามคาด เช่น หากเราอยากลดความอ้วนโดยใช้วิธีการออกกำลังกาย นั่นหมายถึง การทำมากแต่ได้น้อย เพราะการออกกำลังกายส่งผลต่อน้ำหนักเพียง 30% ถ้ายังคงกินเหมือนเดิมก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงคนนึง แต่เป้าหมายในการลดน้ำหนักไม่ได้ผล

Photo by Aditya Saxena on Unsplash

กฎ AB2C

เราต้องตั้งเป้าหมายโดยศึกษาเรียนรู้ และตั้งให้อยู่ในกฎความเป็นไปได้ กฎอีกข้อของการตั้งเป้าหมายที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ ครูเงาะ ยังแนะนำ ‘กฎ AB2C’ ดังนี้

  • A • Adjustable ปรับเปลี่ยนได้ ยืดหยุ่นได้ หากใช้แผนแรกแล้วล้มเหลว จะต้องสามารถปรับแผนใหม่ได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • B • Baby Step ค่อย ๆ ลงมือทำทีละเล็กน้อย เพื่อให้จิตใจเราชินกับคำว่าสำเร็จ เช่น หากตั้งเป้าว่าจะนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน ให้ค่อย ๆ ปรับ 2 วันต่อสัปดาห์ก่อน
  • C • Commit การให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ควรหาภาพที่เราต้องการประสบความสำเร็จมาแปะเอาไว้ในห้อง และเล่าให้คนที่พร้อมจะสนับสนุนเราฟัง ไม่ควรเล่าให้คนที่ชอบค้านหรือแย้งฟัง ควรพาตัวเองไปอยู่กับคนที่มีแนวโน้มเดียวกับเรา
  • C • Celebrate การเฉลิมฉลอง ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น เก็บนาฬิกาเรือนที่ชอบเอาไว้ใส่ในวันที่ทำสำเร็จ ซึ่งคำว่าสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงการบรรลุเป้า แต่เป็นการรักษาวินัยก็สามารถฉลองให้กับตนเองได้

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าระหว่างทางที่ทำตามเป้าหมาย ยังมี “จิตตัวโกง” ที่เหมือนอุปสรรคที่ขัดขวางเป้าหมายของเราอยู่ เช่น เมื่อเช้าออกกำลังกายเยอะ ตอนเย็นก็สามารถกินจุได้ นี่คือจิตตัวโกงที่จะซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จ

เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว รักษาวินัยได้สม่ำเสมอ เราจะมีจิตตัวโกงซ่อนอยู่ภายใต้จิตใจที่ดีงาม

Blur Face
Blur Face

หากเรารักษาวินัย หรือทำตามเป้าได้ ให้บอกกับตัวเองว่า ทำดีแล้ว ทำต่อไป ยังพัฒนาได้อีก ให้สั่งจิตตัวเองเพื่อที่จิตตัวโกงจะไม่มาคุกคาม

สรุป

รู้อย่างนี้แล้วเรามาลองตั้งเป้าหมาย โดยใช้การตั้งเป้าแบบ SVM และ AB2Cเพื่อให้เป้าหมายของเราไม่เลื่อนลอย แต่เป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงกันเถอะครับ สวัสดีปีใหม่

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ให้สัมภาษณ์โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ

8 คุณประโยชน์ของหนังโป๊

หนังผู้ใหญ่ หรือหนังโป๊ ส่วนใหญ่ถูกแสดงความเห็นในเชิงลบ แต่ก็มีประโยชน์ในด้านบวกบ้าง แม้หลายคนจะมองว่าประโยชน์มีเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่คนในสังคมมักจะไม่ค่อยเอ่ยถึง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
silhouette of man
silhouette of man

หนังโป๊แต่ละเรื่องมีความแตกต่างกัน ซึ่งก็มักจะแฝงการสนับสนุนความแตกต่างทางเพศและทางร่างกาย รวมไปถึงการให้เกียรติในเรื่องของเรือนร่างทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะหนุ่มหล่อ หนุ่มสวย ผอม เป็นเพศที่สาม เป็นคนผิวสี รวมไปถึงผู้ที่มีความชอบที่ไม่ธรรมดาหรือซาดิส เป็นต้น

หนังโป๊ทำให้ความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ

งานศิลปะทุกชนิดมีความแตกต่างกัน หนังโป๊ก็มีจุดโฟกัสที่ความหลากหลายทางเพศและทางร่างกาย เช่น เรือนร่างของคนที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือผู้ที่มีหน้าอกเล็ก เป็นต้น

การหนังโป๊ที่มีความหลากหลายจะช่วยรักษาปัญหาความไม่มั่นใจในตนเอง ลดความกลัวการไม่ยอมรับ เพราะความอีโรติกที่มักเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ขาดความมั่นใจทางเพศและจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เพิ่มมากขึ้น

Man with Mask
Man with Mask

สร้างความสุขให้กับคนโสด หรือคนที่ชอบฉายเดี่ยว

หนังโป๊เป็นเหมือนตัวช่วยชีวิตเซ็กส์ให้กับคนที่ยังไม่มีคู่เป็นของตัวเอง เพราะการไม่มีคู่นั้นเป็นไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นเรื่องธรรมดา การใช้หนังโป๊เป็นวิธีหนึ่งในการดูแลสุขภาพทางเพศของตัวเอง หากพูดง่ายๆ คือ หนังโป๊ช่วยสร้างความสุขทางเพศสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคู่ หรือผู้ที่ชอบการใช้ชีวิตคนเดียวนั่นเอง

shirtless man lay on bed
Man

มอบเซ็กส์ให้กับคนที่มีความชอบไม่ธรรมดา

Fetish Sexual หรือความคลั่งไคล้ทางเพศที่มีต่อวัตถุ หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น เห็นขาแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ เป็น หลายคนมีความชอบทางเพศที่แตกต่างไปจากคู่ของตนเอง การใช้หนังโป๊คือสิ่งที่ทำให้เข้าใจความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง หรือพูดง่ายๆ คือ หนังโป๊ทำให้เรารู้ว่าเราชอบการมีความสุขทางเพศในรูปแบบใด

Tongue
Tongue

ช่วยคู่รักที่ความต้องการทางเพศไม่เท่ากัน

การรักเดียวใจเดียวยังเป็นเรื่องธรรมดาของเซ็กส์ ซึ่งทำให้ความต้องการของคู่รักกลายเป็นขีดจำกัด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความต้องการทางเพศมากกว่าอีกฝ่าย หนังโป๊จะช่วยให้คู่รักสามารถเข้าถึงเซ็กส์ตามความต้องการของตนเองได้ ช่วยลดแรงกดดันและความกังวลให้กับผู้ที่มีความต้องการทางเพศน้อยกว่า และมากกว่า พูดให้เข้าใจง่ายคือ หนังโป๊เป็นตัวช่วยให้กับผู้ที่มีอารมณ์ทางเพศเยอะช่วยผ่อนคลายและลดความต้องการของตัวเองลงด้วยการช่วยตัวเอง

Gay couple
Gay couple

สร้างความสมดุลระหว่างเซ็กส์และวัฒนธรรมความกลัวเกี่ยวกับเรือนร่าง

เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่คลั่งไคล้และเกรงกลัวเรื่องเพศสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กัน สังคมสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวและไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ขณะเดียวกันกรอบของสังคมก็กดอารมณ์ทางเพศของเยาวชนที่อยากรู้อยากเห็น ทำให้เกิดความกดดันที่จะต้องรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ การมีอยู่ของหนังโป๊ก็เหมือนกับการกบฏต่อระเบียบสังคม

man with woman's bag
man with woman’s bag

การช่วยตัวเองเป็นการสนับสนุนอิสรภาพทางเพศ

สังคมและวัฒนธรรมไทยมีภาพที่เป็นลบต่อหนังโป๊ ทำให้อิสรภาพในการเข้าถึงเรื่องทางเพศถูกจำกัด หนังโป๊จึงเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับสตรี ผู้พิการ คนอ้วน คนผิวสี และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในการแสดงออกถึงอิสระภาพของการช่วยตัวเองและหนังโป๊

Photo by christian buehner on Unsplash

เรียนรู้ตัวตนทางเพศที่แท้จริง

การเข้าใจตัวตนทางเพศของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่กลับไม่มีใครให้ความสำคัญเรื่องนี้มากนัก เพราะตัวตนทางเพศของเรามีความซับซ้อนและลื่นไหลมากกว่าที่เราจะเข้าใจ การค้นคว้าหาตัวเองถือเป็นเรื่องที่จำเป็น คู่รักและหนังโป๊จะช่วยให้เราค้นพบมิติใหม่ๆ ในตัวเรา

man sit on chair
gay bottom have to know

เป็นสายงานที่น่าสนใจ

ดาราหนังโป๊และผู้ค้าบริการทางเพศไม่ใช่อาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย แต่ในอีกหลายประเทศสายงานนี้ถือเป็นอาชีพที่ถูกต้อง และยังช่วยให้เข้าใจตัวตนทางเพศของตนเองอีกด้วย

Man
Man
• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ที่มา : Yes, Porn Can Be Healthy and Healing. Here’s How. โดย Dr.Chris Donaghue
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


นิทรรศการแห่งความหลากหลาย “สนทนาสัปตสนธิ” ไตร่ถามการเปิดรับตัวตน LGBTQ ที่หอศิลปฯ กรุงเทพฯ

ประเทศไทยเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของ LGBTQ และมักถูกมองว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างให้กับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน…แต่ในความเป็นจริง  โลกยังมีอีกหลายประเทศที่การรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และรุนแรงไปจนถึงขั้นประหารชีวิต นิทรรศการ สนทนาสัปตสนธิ ๒ จึงเป็นเครื่องสะท้อนการไตร่ถามถึงสถานการณ์ความหลากหลายทางเพศว่า…ในความจริงแล้ว โลกพร้อมหรือยังที่จะเปิดรับตัวตนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
SPECTROSYNTHESIS II
SPECTROSYNTHESIS II

“…ถ้าเราผลักดันความหลากหลายทางเพศสำเร็จ ข่าว LGBT จะหายไป จนแทบหาอ่านไม่ได้ นักข่าวก็ไม่จำเป็นต้องมาสัมภาษณ์ คนหลากหลายทางเพศก็ไม่จำเป็นต้องออกมาต่อสู้ เพราะทุกคนเท่าเทียมกันหมด ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน…”

หนึ่งในถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของคุณกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย สะท้อนภาพความจริงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และทำให้นิทรรศการ สนทนาสัปตสนธิ ๒ ไตร่ถาม: ความหลากหลายในอุษาคเนย์ (SPECTROSYNTHESIS II Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia) ได้ทำหน้าที่บอกเล่าถึงความแตกต่างทางเพศสภาพของแต่ละคนในแต่ละช่วงวัยถึงเรื่องราวของความขัดแย้ง ประสบการณ์ที่ LGBTQ ต้องเผชิญ ผ่านการนำเสนอจากศิลปิน 58 ท่านจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงจีนและอินเดีย

SPECTROSYNTHESIS II
SPECTROSYNTHESIS II

สนทนาสัปตสนธิ มาจากภาษาบาหลี-สันสกฤต โดยคำว่า ‘สัปต’ ที่หมายความว่า เจ็ด และคำว่า ‘สนธิ’ ที่หมายความว่า เชื่อม ซึ่งคำว่า เจ็ด ในที่นี้เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์สายรุ้งที่มีเจ็ดสี อันเป็นเครื่องหมายแทนความหลากหลายทางเพศของกลุ่ม LGBTQ และเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการแห่งนี้ในภาษาไทย

SPECTROSYNTHESIS II
SPECTROSYNTHESIS II

นิทรรศการ สนทนาสัปตสนธิ ๒ ต้องการสื่อให้เห็นถึงชีวิตของ LGBTQ การก้าวผ่านอคติของสังคม และเปิดประตูสู่การยอมรับของครอบครัวที่แตกต่างกันตามความเชื่อของในแต่ละประเทศ หรือความพร้อมในการเปิดรับ ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมไปถึงวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต สะท้อนออกมาผ่านศิลปะที่ออกแบบโดยศิลปินมากหน้าหลายตา โดยในบทความนี้จะหยิบยกเพียงบางตัวอย่างที่สื่อถึงนิทรรศการมานำเสนอ

นิทรรศการนี้นำเสนอผลงานศิลปะ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง และการใช้สัญลักษณ์ทางเพศ ทางสังคม และการเมือง โปรดใช้วิจารณญาณในการเข้าชม และในการแนะนำต่อเด็กและเยาวชน

• • •

Potrait of Man in Habit

Potrait of Man in Habit
Potrait of Man in Habit 1-2

หนึ่งในผลงานที่ทำให้คนไทยฉุกคิดและถกเถียงกันต่ออันได้ปรากฎแก่สายตาของประชาชนผ่านสื่อต่างๆ หลังจากงานเปิดตัวนิทรรศการได้แก่ผลงานภาพถ่ายของไมเคิล เชาวนาศัย (Michael Shaowanasai) ศิลปินชาวไทยวัย 55 ปีที่ถ่ายถอดภาพถ่ายของตนเองที่แต่งกายเลียนแบบพระภิกษุแต่งหน้าทาปาก ในมือกุมผ้าที่เข้าใจได้ว่าเป็นผ้ารับประเคนมีลวดลายน่ารัก โดยมีชื่อผลงานว่า Potrait of Man in Habit #1 (2546)

Potrait of Man in Habit #1 (2546)
Potrait of Man in Habit #1 (2546)

“…ในฐานะที่ผมเป็นทั้งพุทธศาสนิกชน และชายรักร่วมเพศโดยกำเนิด ผมเชื่อว่าเรามีสิทธิที่จะตั้งคำถาม และควรต้องตั้งคำถามต่อคำถามที่เราถูกสั่งให้ตอบ เพราะสิทธินี้เองที่ทำให้เราแตกต่างออกไปจากสัตว์เดรัจฉานอื่นๆ…”

ภาพที่สะท้อนออกมาอาจแทงใจพุทธศาสนิกชนหลายคน ทั้งนี้หลังจากการเผยแพร่ครั้งแรกได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบจากกลุ่มพระภิกษุและกลุ่มอนุรักษ์นิยม และมีการเรียกร้องให้ถอดภาพชิ้นนี้ออกไปจนถึงต้องการให้ทำลายภาพดังกล่าวทิ้ง อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ได้แต่เพียงม้วนภาพผลงานของตนเองเก็บไว้ และผลิตภาพใหม่ขึ้นมา

Potrait of Man in Habit #2 (2546)
Potrait of Man in Habit #2 (2546)

ภาพของชายสวมเสื้อคลุมสีเหลืองอมส้มที่พึ่งลาสึกใหม่ๆ โดยตั้งชื่อว่า Potrait of Man in Habit #2 (2546) เพื่อสื่อถึงความหมายเดิมที่ต้องการจะสื่อออกไปด้วยภาพถ่ายที่คล้ายคลึงกันในครั้งแรก

• • •

5 ช่วงเวลากับการเปิดเผยตนเองของ ‘ซีหยาตี้’

SPECTROSYNTHESIS II
SPECTROSYNTHESIS II

ผลงานชุดนี้เป็นของศิลปินชาวจีนวัย 56 ปี ‘ซีหยาตี้’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงต่างๆ ของชีวิตตนเองผ่าน 5 ภาพวาด

Door (Sewing Theme) (2560)
Door (Sewing Theme) (2560)

เริ่มจาก Door (Sewing Theme) (2560) ที่สื่อถึงช่วงเวลาอันเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนเกิดเป็นความคิดที่เขาอยากจะทำลายอวัยวะเพศของตนเองเพื่อหนีจากความทรมาน

Door (Inside Outside) (2560)
Door (Action Indoors) (2558)
Door (Action Indoors) (2558)

ถัดมาเป็นภาพที่มีชื่อว่า Door (Inside Outside) (2560) และ Door (Action Indoors) (2558) เป็นภาพที่สะท้อนถึงการเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริง เนื่องจากถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับเพศตรงข้าม โดยซีหยาตี้ต้องใช้ชีวิตของการเป็นรักร่วมเพศแบบหลบซ่อน

Train (2560)
Train (2560)

Train (2560) และ Joy (2558) สื่อถึงการค้นพบอัตลักษณ์ของตนเอง และเกิดการยอมรับที่ชื่นชอบในความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และถือเป็นการปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของศิลปิน

จากผลงานของซีหยาตี้นี้ ได้สอดคล้องกับงานศึกษาของภาคภูมิ เดชะอนันต์วงศ์ (2555) เรื่อง การยอมรับตนเองด้านความโน้มเอียงทางเพศของชายรักชายที่ได้วิเคราะห์ประสบการณ์การยอมรับความเป็นเกย์เอาไว้ ผ่าน 6 กระบวนการได้แก่

  1. การเริ่มสัมผัสรสนิยมทางเพศแบบเกย์ของตนเอง ในขั้นตอนนี้จะเริ่มสับสน เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นเกย์ และพยายามปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่เกย์ ดังภาพ  Sewing Theme ที่ซีหยาตี้ ทนทุกข์ทรมานกับเพศสภาพของตน
  2. การก้าวไปสู่ความชัดเจนในการเป็นเกย์ของตนเอง เป็นขั้นตอนที่ต้องเผชิญกับความเกี่ยวข้องของการเป็นเกย์ ดังภาพ Inside Outside และ Action Indoors ที่ทำให้ซีหยาตี้ต้องแต่งงานและชัดเจนว่าตนไม่ได้ชอบผู้หญิง ไม่สามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นสามี ภรรยาร่วมกับผู้หญิงได้
  3. การยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เมื่อผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกย์มากขึ้นก็จะเกิดการยอมรับ และเข้าใจในตนเอง ดังภาพ Train ที่ซีหยาตี้ได้ยอมรับเพศสภาพของตนเอง เดินทางสู่โลกของชายรักชาย
  4. การเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแบบเกย์ เมื่อยอมรับตนเองก็เริ่มต้องการให้ครอบครัว สังคม เพื่อน ยอมรับในความเป็นเกย์ของตนเอง และเริ่มเปิดเผยให้รับรู้ 
  5. การใช้ชีวิตของเกย์ ในมุมมองของซีหยาตี้สะท้อนการใช้ชีวิตผ่านภาพ Joy เพราะเมื่อสังคมรอบข้างยอมรับ ซีหยาตี้ก็สามารถใช้ชีวิตในแบบของเกย์ได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องทนปิดบังหรือใช้ชีวิตในเงามืดอีกต่อไป
  6. การเกิดบูรณาภาพของบุคลิกภาพ คือปัจจุบันของซีหยาตี้ที่กลายเป็นศิลปินที่สามารถถ่ายทอดศิลปะออกมาสะท้อนความเป็นตัวตน เนื่องจากเกย์ที่ใช้ชีวิตแบบเปิดเผยจะ รู้สึกสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ค้นพบความต้องการที่แท้จริง มีความสุข มีความทระนงในความเป็นเกย์ และไม่พยายามเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวจริงของตัวเอง

• • •

Welcome To My World, ‘Tee’

Welcome To My World, ‘Tee’ (2562)
Welcome To My World, ‘Tee’ (2562)

อีกหนึ่งผลงานที่ถือที่แสดงถึงการเปิดเผยเรื่องราวประสบการณ์ส่วนตัวได้แก่ผลงานที่มีชื่อว่า Welcome To My World, ‘Tee’ (2562)เป็นผลงานของอริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินชาวไทยวัย 44 ปี กับวิดีโอของหญิงข้ามเพศที่เขารู้จักในนามว่า “ตี๋”

ศิลปะในรูปแบบวิดีโอที่ถูกถ่ายทอดบนจอขนาดใหญ่จำนวน 5 จอในห้องที่มืดสนิท เป็นเรื่องราวที่คุณอริญชย์ต้องการถ่ายทอดถึงการผันชีวิตของตนเองเข้าสู่เส้นทางของศิลปินผู้เป็นมิตรแท้ และต่อสู้เพื่อสิทธิอันเท่าเทียมในการแสดงอัตลักษณ์ของตนในกลุ่ม LGBTQ โดยได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการฆ่าตัวตายของ “ตี๋” บุคคลอันเป็นที่เคารพในวัยเยาว์ของศิลปิน

Welcome To My World, ‘Tee’ (2562)

ภาพเคลื่อนไหวของ ‘กะเทย’ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นศิลปะเรือนร่าง นำเสนอเรื่องราวอุดมคติ เพศ และสรีระร่างกาย แสดงให้เห็นถึงช่องว่างทางสังคมที่แบ่งแยกบุคคลตามเพศที่ปรากฎ แม้ว่าใบหน้าและเรือนร่างจะเป็นผู้หญิง แต่อวัยวะเพศที่ปรากฎกลับเป็นชายก็สื่อถึงความหมายหลายๆ อย่างให้กับผู้เข้าชม 

• • •

Horizon

Horizon (2562)

กิตติ นารอด ศิลปินชาวไทยวัย 43 ผู้สร้างผลงานภาพที่มักจะแสดงออกถึงการมองโลกในแง่บวก แต่ผลงานชิ้นนี้เป็นเครื่องตอกย้ำให้เราได้เข้าใจคุณค่าของความสุขเล็กๆ ถือเป็นภาพสุดท้ายของบทความนี้

ผลงานของเขาเป็นเหมือนจุดนัดพบของผู้คนที่หลากหลาย โดยทุกคนมีความเท่าเทียมกันทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ

อันเป็นการบรรลุเป้าประสงค์ของนิทรรศการที่ต้องการจะสื่อถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียมของคนหลากหลายทางเพศทุกวัยที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขภายใต้เส้นขอบฟ้าเดียวกัน ดังชื่อภาพ “Horizon” (2562)

• • •

SPECTROSYNTHESIS II

เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางเพศ หลายคนจะเข้าใจว่าคือกลุ่มคนที่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน เช่น เกย์ ไบเซ็กชวล เลสเบี้ยน เป็นต้น แต่ในความจริงแล้วเพศชายและเพศหญิงก็ถือว่าอยู่ในความหลากหลายทางเพศเช่นกัน

เพราะทุกคนคือมนุษย์ คือคนที่มีเพศที่แตกต่างกันจึงเรียกได้ว่าเพศชายและหญิงก็เป็นหนึ่งในเพศที่หลากหลาย หรืออยู่ในความหลากหลายทางเพศ

SPECTROSYNTHESIS II

นิทรรศการ สนทนาสัปตสนธิ ๒ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเดินทางหมุนเวียน โดยมูลนิธิซันไพรด์ (Sunpride Foundation) จัดขึ้นครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art) กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เมื่อปี 2560 และจัดที่ประเทศไทยเป็นแห่งที่ 2 ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศ ชวนให้รับรู้เรื่องราวจากหลากหลายมุมมองผ่านศิลปะที่สะท้อนออกมาในรูปแบบต่างๆ ของศิลปินทั้งหมด 58 ท่าน

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 7 และ 8 ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ไปจนถึง 1 มีนาคม 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bacc.or.th หรือ http://sunpride.hk

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบโดย Porraphat.com

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •