เรื่องของการให้นม จากพ่อแม่ซุปตาร์

…เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนม ให้ลูกดื่มกิน… หลายคนคงคุ้นชินกับท่อนเพลงนี้จาก เพลง ค่าน้ำนม ที่แสดงถึงที่มาของนมแม่ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ที่กลั่นเลือดจากร่างกายในช่วงหลังคลอดให้กลายเป็นน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เหมาะกับลูกน้อยแรกเกิด ให้มีภูมิคุ้มสู่การเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

เพราะนมแม่ คือวัคซีนหยดแรกที่จะช่วยปกป้องลูกน้อย และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับก้าวแรกของการเจริญเติบโต

การที่จะให้ลูกมีพัฒนาการสมวัย คุณแม่ต้องเข้าใจว่าแต่ละช่วงอายุ ลูกสามารถทำอะไรได้บ้าง และก็ดูแลให้เขาทำได้ ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ลูกมองหน้าแม่ คุยกับแม่ ฟังเสียงแม่ในระหว่างกินนม ซึ่งพอลูกโตขึ้นในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีการดูแลเรื่องพัฒนาการให้สมตามวัย

ลิซ่า-อลิซาเบธ กับความฟินในการให้นมลูก

“ตอนกลับบ้านมาเหนื่อยๆ เป็นนาทีทองของชีวิตมากที่ได้ให้นมลูก เราหายเหนื่อย แม่ฟิน ลูกฟิน วินวินมากเลย เป็นเวลาโรแมนติคของแม่ลูกมาก” 

ลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย พิธีกร นางแบบ นักแสดงและผู้ประกาศ ในฐานะคุณแม่ลูกสอง เล่าด้วยรอยยิ้มถึงการให้นมลูก

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล การสบตาเขาทำให้เขามีความมั่นคงในจิตใจ เขารู้สึกว่าไม่มีใครทิ้งเค้า อยู่กับแม่แล้วเค้าปลอดภัย นอกจากนี้อย่าคิดว่าการอุ้มลูกบ่อยจะทำให้ลูกติด อยากให้อุ้มลูกบ่อยๆ เพราะเมื่อลูกโตเราจะไปขออุ้มตอนนั้นก็ไม่ได้แล้ว

ความสุขของครอบครัวคุนผลิน

“ข้อเสียอย่างเดียวที่เกิดจากนมแม่คือ ผมไม่รู้ว่านมจะมาเมื่อไหร่” 

อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน นักร้อง นักจัดรายการวิทยุ นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเพราะกลัวว่าลูกจะหิว เกิดเป็นภาวะเครียด แต่จะให้กำลังใจกับภรรยาตลอดเพราะไม่ต้องการให้เครียด และพยายามทำให้ภรรยาผ่อนคลาย

หลังจากภรรยาคลอดลูกแล้วพากลับมาบ้านก็ต้องการเลี้ยงด้วยตนเองไม่พึ่งพี่เลี้ยง ซึ่งวันนั้นลูกร้องทั้งคืน แต่ทุกครั้งที่ลูกร้องจะมองหน้าภรรยาและหัวเราะให้กัน สร้างความสุขให้กัน เพราะตราบใดที่ลูกไม่ป่วยก็ไม่เป็นห่วง

จ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ ภรรยาของอั๋น ภูวนาท เล่าเสริมว่า 

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนมไม่พอ โดยจะรู้ทันทีเพราะลูกร้องหลังจากกินนมได้สักพัก จึงแก้ปัญหาด้วยการปั๊มนมเก็บเอาไว้สำรอง และเริ่มวัดว่าในแต่ละวันตนมีน้ำนมเท่าไหร่ และจะให้ลูกกินนมเท่าไหร่ เพราะไม่อยากให้ลูกกินนมเยอะเกินไปจะทำให้ลูกอาเจียน

ตู่ ภพธร กับการให้กำลังใจภรรยา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่เครียด คนที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเข้าใจด้วยว่าภรรยาเครียดเพราะอะไร เราจึงต้องทำให้บรรยากาศภายในบ้านแฮปปี้มากที่สุด” 

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ นักร้อง นักแสดง ในฐานะคุณพ่อลูกหนึ่ง เล่าว่าทางด้านการจัดการไม่ได้ช่วยอะไร แต่ในแง่ของการให้กำลังจะอยู่ข้าง ๆ เต็มที่

กว่าจะให้นมลูกได้ แม่ต้องผ่านอะไรมากมาย ทั้งเจ็บ ทั้งกังวลว่าน้ำนมจะไม่ออก และอื่น ๆ มากมาย ตนจึงอยู่เป็นกำลังใจให้เท่านั้น และคอยรองรับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและฮอร์โมนของเขา ซึ่งจะต้องใจเย็นที่สุดในการให้กำลังใจ และเข้าใจภรรยา

ภาวะเครียดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่มือใหม่อาจเกิดกับหลาย ๆ ครอบครัว โดยสิ่งสำคัญที่คุณพ่อสามารถช่วยได้คือการเป็นที่ระบายและรองรับอารมณ์ของคุณแม่อย่างเข้าใจ เพราะภารกิจใหญ่ในการเลี้ยงลูกในช่วงแรกเกิดคือการให้นมแม่ การอยู่เคียงข้าง คอยกุมมือให้กำลังใจและมอบความรัก ความสุขให้กันและกันจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อจะทำให้กับคุณแม่ได้

นอกเหนือจากความอิ่มที่ลูกได้รับ ยังได้ไออุ่นจากรักของแม่ที่โอบกอดลูกในขณะที่กินนมอีกด้วย เพราะนมแม่เปรียบเป็นรากแก้วของการวางรากฐานให้เด็กไทยมีต้นทุนชีวิตที่ดี หากชีวิตเปรียบเป็นการเรียนรู้ “นมแม่” ก็เปรียบเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

…ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรักอุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน…
เพราะนมแม่ คือรากฐานแห่งชีวิต

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต และอินสตาแกรม

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
– อินสตาแกรม lizasadler
– อินสตาแกรม 2popetorn
– อินสตาแกรม unpuwanart
ข้อมูลบางส่วนจากคู่มือแม่ทำงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
งาน “นมแม่ รากฐานแห่งชีวิต Breastfeeding Foundation of Life โดย
– พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
– คุณลิซ่า-อลิซาเบธ แซดเลอร์ ลีนานุไชย
– คุณอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน
– คุณจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์
– คุณตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ

อิ่มใจ กายสบาย สูงวัยยุคใหม่ต้องมีให้ครบ

เราถูกสอนตั้งแต่เล็กจนโตว่าถ้าอยากแข็งแรง “ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่” แต่ในปัจจุบันเพียงแค่นั้นคงไม่พอ ควรเพิ่มการออกกำลังกายและการสันทนาการเข้าไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งทางกายและใจ

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเลือกกินได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ แต่การกินเนื้อสัตว์มากจนเกินพอดีจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การดูแลสุขภาพด้วยอาหารการกินของผู้สูงอายุนอกจากจะต้องกินผักเยอะๆ แล้ว การดูแลรักษาฟันให้มีสุขภาพปากที่แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญ

“ถ้าจะกินอาหารให้อร่อยจะต้องมีฟันที่แข็งแรง วิธีดูแลฟันแบบง่ายๆ คือการแปรงฟันทุกเช้า-เย็น ไม่ใช่แค่แปรงฟันตอนอายุเยอะ อย่ามัวแต่ย้ำเตือนให้กินผักแต่ไม่ดูแลสุขภาพฟันเลย”

นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารที่ดีแล้ว สุขภาพจะดีขึ้นต้องพึ่งพาเรื่องของการออกกำลังกายไปควบคู่กัน

“ไม่มีใครสุขภาพดีด้วยการกินอาหารดีอย่างเดียว หรือออกกำลังกายอย่างเดียว ทั้งสองอย่างจะต้องผสมผสานกัน”

การออกกำลังกายสามารถช่วยในเรื่องของสมรรถภาพของปอดและหัวใจ ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องของการยืดเหยียด ป้องกันการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อ และช่วยในการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

“นอกจากนี้การออกกำลังกายควรปรับให้เป็นในรูปแบบกิจกรรม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และเกิดความสนุก”

สำหรับวัยรุ่น หรือวัยทำงาน สิ่งที่มักจะทำเป็นประจำในช่วงวันหยุดคือ นอนตื่นสายและพักผ่อนอยู่บ้าน ในขณะที่ผู้สูงอายุชอบตื่นเช้าและต้องการเข้าร่วมสังคม โดยนายวิศาล กองเงิน ผู้อำนวยการกองนันทนาการกรุงเทพมหานคร ได้จัดพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างสุขจากการพูดคุย เสริมสร้างสติปัญญา โดยใช้หลัก 5 ส. ดังนี้

  • สุขกายด้านเคลื่อนไหว เน้นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายตามสภาพกำลังของตนเอง
  • สุขภาพด้านจิตใจ ผ่านดนตรีบำบัด สนทนาธรรม กิจกรรมไหว้พระต่าง ๆ
  • สุขอารมณ์ ให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมที่คลายเครียด เช่น ร้องเพลงคาราโอเกะ ฝึกวาดรูป ฝึกทำกิจกรรมที่สามารถต่อยอดไปเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น การทำการบูร เป็นต้น
  • สุขสังคม การตั้งเครือข่ายผู้สูงอายุทำจิตอาสาบริเวณชุมชนต่าง ๆ
  • สุขปัญหา มีการสอนให้ผู้สูงอายุเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก เป็นต้น

สรุป

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจะต้องหมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณการกินในสัดส่วนที่พอดี และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงจะทำให้ผู้สูงอายุมีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจที่สมบูรณ์

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

ปัญหาละเมิดสิทธิกายใจในสังคมสูงวัย

ในปี 2560 ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17 ของประชากรทั้งหมด โดยคาดว่าไม่เกิน 4 ปี ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และปัญหาที่ตามมาคือการละเมิดสิทธิในกลุ่มผู้สูงอายุโดยคนในครอบครัวตนเอง

จำนวนผู้สูงอายุและความรุนแรงของการละเมิดสิทธิรุนแรงมากขึ้นทุกปี สังคมจึงควรตระหนักถึงการละเมิดสิทธิในกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวแต่เป็นปัญหาที่สังคมและคนรอบข้างควรเข้าใจและให้ความช่วยเหลือ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.พส.) กล่าวถึง ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและคนในครอบครัวเปลี่ยนไปทำให้ปรับตัวไม่ทันจึงเกิดเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

นอกจากนี้สิ่งที่จำเป็นต้องดูแลเมื่อผู้สูงอายุอยู่คนเดียวคือการทำให้วัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวกลับคืนมา การทำงานกับผู้สูงอายุต้องขับเคลื่อนในครอบครัว ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าไปสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับ

“ความเปราะบางทางธรรมชาติที่ผู้สูงอายุเลี่ยงไม่ได้ คือ โรคประจำตัว ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น นอกจากนี้ความเปราะบางทางธรรมชาติภายในตัวทำให้เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิในทุก ๆ ด้าน”

ดร.ภัทรพร คงบุญ จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวถึงงานวิจัย 6 ชิ้นที่พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกละเมิดสิทธิภายในครอบครัว โดยกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว โสด ไม่มีลูกหลาน แต่มีความเจ็บป่วย เมื่อใช้ชีวิตไปถึงจุดเปลี่ยนจะทำให้รู้สึกอ่อนแอและต้องการที่พึ่ง บางรายอาจหาทางออกด้วยการแต่งงานใหม่หรือรับบุตรบุญธรรม โดยช่องว่างขนาดใหญ่ที่พบคือ ขาดกลไกการเฝ้าระวัง เพราะสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิคือ ทรัพย์สิน ทำร้ายจิตใจ ร่างกาย ตลอดจน ละทิ้ง เพิกเฉย ไม่ได้มีความเป็นอยู่อย่างสมศักดิ์ศรี

ควรส่งเสริมการป้องกัน โดยจัดอบรมให้มีผู้เฝ้าระวังคอยช่วยเหลือ มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อในอนาคตจะสามารถนำมาใช้ และต้องทำไปพร้อม ๆ กับมาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคม และมาตรการการศึกษาที่มีอยู่ ในขณะที่มาตรการเชิงรับได้เสนอให้มี One Stop Service ให้ผู้สูงอายุมาขอคำปรึกษาได้ในทุกเรื่อง และมีเจ้าหน้าคอยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งสำคัญคือการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน

ในมุมของผู้สูงอายุวัย 83 ปี นางนวลจันทร์ โพทา เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุในชุมชนของตนเองว่า ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงอยู่ต้องร่วมมือกัน และอย่ามองว่าเด็กต้องเลี้ยงดูผู้ใหญ่ เพราะที่จริงแล้วผู้สูงอายุก็สามารถดูแลกันเองได้ ซึ่งตนอยากให้เกิดการรวมตัวกันของแต่ละชุมชนในกลุ่มผู้สูงอายุ คอยผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลยามเจ็บป่วย

“ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนต้องการความช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ยังแข็งแรงควรรวมตัวกันทำสิ่งดี ๆ ให้กัน และการรวมพลังของผู้สูงอายุในชุมชนจะทำให้เกิดความแข็งแรงอีกด้วย”

สรุป

ปัจจัยสำคัญเพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุในปัจจุบันคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สังคม ให้เกิดเป็นระบบการคุ้มครอบกับผู้สูงอายุ การเสนอให้ปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการดูแลทรัพย์สินของผู้สูงอายุ รวมไปถึงการคุ้มครองผู้เฝ้าระวังในชุมชน การเตรียมความพร้อมกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากเวทีเสวนาสาธารณะเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ : ปัญหาและการจัดการ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

วิธีกำจัดขนในที่ลับ

การกำจัดขนในที่ลับของตัวเองในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การกำจัดขนแบบผิดวิธีการนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ได้ เคล็ดลับวิธีการตกแต่งขนของน้องชายจะช่วยให้ทุกคนฝ่าวิกฤตนั้นไป

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ขนบริเวณอวัยวะเพศหรือหมอย เป็นขนที่หลายคนนิยมตัดแต่งให้เข้ารูปสวยงาม ไม่รกจนเกินไป เพื่อความสะอาด ความสะดวกสบายในกิจกรรมทางเพศ หรือเพื่อให้การใส่ชุดว่ายน้ำออกมาดูดี แต่ธรรมชาติของขน ยิ่งโกนก็ยิ่งขึ้น การโกนขนลับ หรือตกแต่งให้สวยงามอย่างถูกวิธีจะช่วยลดการบาดเจ็บจากมีดโกนได้

ประโยชน์ของหมอย

มนุษย์ทุกคนถูกสร้างให้มีขนหมอยกันทุกคนนั่นเพราะมันช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเราในหลายอย่างดังนี้

1 ขนป้องกันการบาดเจ็บ

ขนหมอยช่วยป้องกันและลดอาการระคายเคืองผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและโดยรอบ เพราะผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความบอบบาง ขนหมอยจะช่วยลดการเสียดสีไม่ให้อวัยวะเพศถูกับกางเกงโดยตรง หรือกระแทกขณะทำกิจกรรมทางเพศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

2 ขนระงับกลิ่น

หลายคนอาจคิดว่าขนเป็นตัวส่งกลิ่นให้กับอวัยเพศ แต่ความจริงแล้ว ขนหมอยจะเป็นตัวกักเก็บและป้องกันกลิ่นอับชื้นอันไม่พึงประสงค์บริเวณอวัยวะเพศไม่ให้ส่งกลิ่นออกมานอกกางเกง โดยขนจะกักเก็บกลิ่นให้อยู่กับมันไม่แผ่ขยายออกนั่นเอง

3 ขนเป็นเกราะกันเชื้อโรค

สำหรับผู้หญิง ขนหมอยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค เป็นเหมือนประตูด่านสำคัญที่กักเก็บฝุ่นละอองไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในบริเวณช่องคลอดได้โดยง่าย

4 ขนทำให้แข็งแรง

ขนหมอยสำหรับผู้ชายเปรียบเสมือนผ้าห่ม ที่คอยห่อหุ้มเก็บรักษาอุณหภูมิให้บริเวณอวัยวะเพศมีความอบอุ่น และช่วยให้อสุจิมีความแข็งแรง

การโกนหมอยอย่างถูกวิธี

ค่านิยมการโกนขนบริเวณนี้จะช่วยให้หลายคนรู้สึกว่าสะอาด แต่ปัญหาเวลาขนที่กำลังจะขึ้นส่งผลให้เกิดอาการคัน และเป็นสาเหตุของการเกาจนเกิดการบาดเจ็บที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามการตกแต่งขนในที่ลับแบบถูกวิธีทำได้ดังนี้

1 เล็มให้เรียบร้อย

สำหรับใครที่อยากจะโกนให้เกลี้ยง อันดับแรกควรจะเล็มให้เรียบร้อยเสียก่อน อย่าใจร้อนใช้มีดโกนในทันทีเพราะอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ มีดโกนอาจจะบาด หรือหมอยอาจพันใบมีด การเล็มให้สั้นจะช่วยให้โกนออกง่ายขึ้น

2 อาบน้ำเย็นก่อนโกน

การทำความสะอาดด้วยน้ำเย็นจะช่วยให้ผิวตึง และทำให้โกนง่าย การอาบน้ำก่อนหรือจะโกนขณะอาบน้ำจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการบาดได้ และหากใช้เจลโกนขนแบบใส จะช่วยทำให้เรามองเห็นว่าโกนไปถึงช่วงไหนแล้ว จากนั้นปิดท้ายด้วยการใช้อาฟเตอร์เชฟ เหมือนเวลาเราโกนหนวดก็จะยิ่งดี

3 เล็มขนให้ใกล้เคียงกัน

หลายคนอาจจะไม่ชอบการโกนให้สั้นเตียน แต่เลือกที่จะตกแต่งด้วยการตัดเล็ม ซึ่งนอกจากจะเล็มขนตรงน้องชายแล้ว การเล็มขนหน้าอกหรือหน้าท้องให้มีความยาวที่ไล่เลี่ยกันก็ถือเป็นการเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย แถมยังไม่รู้สึกระคายเคืองขณะขนใหม่กำลังขึ้นอีกด้วย

4 เล็มขนให้เป็นกิจวัตร

เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการคันหลังโกน หรือในช่วงที่ขนกำลังขึ้นใหม่ ๆ การโกนเป็นประจำก็จะช่วยไม่ให้เกิดอาการคันได้

5 ใช้แว๊กซ์เป็นตัวช่วย

หากคุณคิดว่าการโกนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไป การแว๊กซ์ขนในที่ลับก็เป็นอีกทางเลือกในการกำจัดขนที่รวดเร็วและสะอาดดี

สรุป

การโกนหมอยเป็นค่านิยมส่วนบุคคล หากต้องการจะโกนหมอยจะต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดอันตรายกับผิวหนังของตนเอง และดูแลรักษาความสะอาดให้ดี

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ที่มา : peechai.com
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


<script data-ad-client="ca-pub-2367529442413944" async src="https://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>

บทความล่าสุดในหมวด LGBT

• • •

• • •


เคล็ดลับความสุข เพียงแค่ทำให้ง่ายเหมือนเด็ก

หลายคนคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “อยากกลับไปเป็นเด็กเจ็บสุดก็แค่หกล้ม” เพราะในชีวิตวัยทำงานที่มีแต่ความเครียด กดดัน และสารพัดปัญหาทำให้เราคิดที่จะกลับไปเป็นวัยเด็กอีกครั้ง หลีกหนีปัญหา ขจัดความเครียดที่มี ซึ่งในความจริงแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เราขาดวิธีการสร้างความสุขในใจให้กับตัวเอง

กิจกรรม Book Talk โดย สสส. ในหัวข้อ “สุขง่ายได้เหมือนเด็ก ๆ” ที่ชวนผู้ใหญ่มาเปิดมุมมอง รับพลัง และฟังเรื่องราวจากเด็ก 10 ขวบ น้องพราว ปภาดา ตันติวันทกุล และน้องคิมซุน อนาคิณทร์ ศรีภัทรวิทย์ ที่มาส่งพลังความสุขและชวนให้กลับไปค้นพบความเป็นเด็กในตัวเองอีกครั้ง

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

“ความสุขของหนูคือการอ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นชิงช้า และเล่นน้ำฝนค่ะ”

น้องพราว เล่าความสุขของตัวเองต่อว่า ตอนอยู่ที่บ้านตนมักจะอ่านหนังสือนิทานให้น้องฟัง แม้ว่าน้องจะเพิ่งสามขวบ พูดคุยโต้ตอบไม่ได้ น้องพราวก็ตั้งใจอ่านอย่างขะมักเขม้น เพราะได้รับการปลูกฝังที่ดีจากคุณแม่ผ่านการอ่านในวัยเด็กเช่นกัน

การที่เด็กได้ยินเสียงแม่ทุกวันจะรู้สึกอบอุ่นใจและจำเสียงได้ เป็นหนึ่งหนทางในการติดตั้งความไฝ่รู้ในการอ่านให้กับเด็กๆ ตั้งแต่แรกเกิด นอกจากนี้ “การอ่าน” ยังเป็นกระบวนการที่สามารถทำได้ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องแม่อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมน้องพราวจึงเติบโตมาพร้อมกับนิสัยรักการอ่าน และยังพร้อมที่จะปลูกฝังนิสัยนี้ให้กับน้องของเธอ

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

เช่นเดียวกับ น้องคิมซุน นักแสดงเด็กผู้ชื่นชอบการพับกระดาษ ก็มีความสุขจากการอ่าน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์หรือแผนที่ เพราะการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ การรับประทานอาหาร เครื่องแต่งกาย ความเป็นอยู่ของคนในแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ทำให้น้องคิมซุนมีความสุข ซึ่งประเทศที่อยากไปมากที่สุดคือประเทศรัสเซีย เพราะอยากดูหมีขาวและปราสาทที่อยู่ภูเขา

สำหรับคำแนะนำวิธีการสร้างความสุขจากการอ่านของน้องคิมซุนได้บอกเราว่า “อ่านหนังสืออะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็สร้างความสุขได้ถ้าเราชอบ”

นอกจากการอ่านแล้ว น้องคิมซุน ยังสร้างความสุขด้วยการ “พับกระดาษ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสุขง่าย ๆ ที่ทำเป็นประจำ โดยจุดเริ่มต้นของการหัดพับกระดาษคือการเรียนรู้จากหนังสือ และเปิดดูคลิปวิดีโอในอินเทอร์เน็ต ซึ่งการพับกระดาษถือเป็นการฝึกวินัย และเป็นทักษะในระบบโครงสร้างเชิงคณิตศาสตร์ การฝึกทำซ้ำบ่อย ๆ และประสบความสำเร็จจะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และต้องการทำต่อไปเรื่อย ๆ

Photo-by-Clever-Visuals-on-Unsplash

สรุป

ความสุขหาได้ง่ายๆ ไม่ต้องคิดไกลเพราะมันอยู่ใกล้ เพียงแค่เราไม่คิดเยอะเราก็จะพบความสุขที่อยู่ข้างในตัวเราเอง น้องคิมซุนได้ส่งท้ายด้วยวิธีการสร้างความสุขแบบเด็ก ๆ ว่า “อยากให้พี่ ๆ ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ขอแค่เรามีความสุขก็พอ” ในขณะที่วิธีการของน้องพราวคือ การปล่อยตัวเองไปสบาย ๆ ไม่ต้องเครียด เจอปัญหาอะไรก็ลุยและสู้ไปกับมัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากงาน Book Talk สสส.
โดยน้องคิมซุน อนาคิณทร์ ศรีภัทรวิทย์
และน้องพราว ปภาดา ตันติวันทกุล

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

Photo-by-Siora-Photography-on-UnsplashIllustration by Porraphat.com

5 ปฏิบัติการ เลี้ยงลูกให้เป็นหนอนหนังสือ

“พี่จะทำยังให้ลูกของพี่รักการอ่านดี? เพราะพี่ก็ไม่ชอบที่จะอ่าน” คำถามจากพี่สาวที่กำลังตั้งครรภ์ฉุกให้คิดตามว่า ‘หากพ่อแม่ที่ไม่ชอบอ่าน แต่ต้องการจะให้ลูกน้อยรักการอ่าน ควรจะทำอย่างไร?’

สิ่งที่ได้ตอบกลับไปคือการเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง แม้ว่า ปรภ จะเติบโตมากับคุณยายและไม่มีพ่อแม่คอยอ่านหนังสือให้ฟัง แต่คุณป้าเป็นผู้ที่จุดพลังแห่งการอ่านด้วยการหยิบยื่นหนังสือเล่มแรกให้เป็นของขวัญวันเกิด หลังจากได้เริ่มอ่านก็รู้สึกรักและหลงใหลในหนังสือจึงเริ่มหาเรื่องที่สนใจมาอ่านด้วยตนเอง

เมื่อครอบครัวเห็นถึงความรักการอ่าน จึงเริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วยการพาไปงานสัปดาห์หนังสือฯ ซึ่งการสนับสนุนจากครอบครัวที่ไม่ได้รักการอ่านทำให้สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านด้วยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •
Photo-by-Brina-Blum-on-Unsplash

“ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟังดูสิ เพราะหนังสือนิทานถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ ผ่านภาพ ผ่านข้อคิดเตือนใจ และยังแฝงไปด้วยความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กรู้จักความเมตตา มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย” 

ข้อแนะนำนี้มาจากการพูดคุยกับ ‘พี่เจ’ นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ผู้ใหญ่ต้องอ่านให้เด็กฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะเด็กทารกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 เดือน และเสียงที่เด็กได้ยินมากที่สุดคือเสียงจากพ่อแม่ หากในช่วงเวลานี้ พ่อและแม่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกน้อยฟัง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะอ่อนโยน ก็จะทำให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยนตั้งแต่เล็กจนโต

“การอ่านเป็นอาหารสมอง ช่วยให้เด็กคิดเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ได้เสพศิลปะผ่านหนังสือนิทาน ผ่านภาพมีความงดงาม และเนื้อเรื่อง
ถ้อยคำสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม” 

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash

การรู้หนังสือแรกเริ่ม (early literacy) คือสิ่งที่เด็กรับรู้เกี่ยวกับการอ่านและเขียน ก่อนที่เด็กปฐมวัยจะอ่านหรือเขียนได้ เมื่อเด็กน้อยมีทักษะการรู้หนังสือเบื้องต้นที่แข็งแรง เขาก็พร้อมสู่การเรียนรู้ที่จะ ‘อ่านหนังสือ’ ต่อไป

จากประสบการณ์ของตนเอง ที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกฝังการอ่านตั้งแต่ต้น แต่การรู้หนังสือและหันมาสนใจการอ่านอย่างจริงจัง ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘การอ่านคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้’ หากเราอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองก็สามารถดำเนินได้ต่อไป แต่ผู้ที่จะมาจุดประกายให้เด็กรู้จักหนังสือ รู้จักการอ่านเขียน บุคคลแรกควรเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

Photo-by-Annie-Spratt-on-Unsplash2

ในบทความนี้ ปรภ ขอนำเสนอ 5 ปฏิบัติการ สู่การเป็นหนอนหนังสือ เพราะการรู้หนังสือของเด็ก เริ่มที่การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้เด็กเริ่มอ่าน แต่ก่อนจะชวนลูกอ่านหนังสือมีปฏิบัติการต่างๆ ที่ครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ดังนี้

1 พูดคุยกับลูกอย่างใกล้ชิด

ควรหมั่นสบสายตาและแสดงการโต้ตอบกับเด็ก เมื่อทารกหรือเด็กวัยเตาะแตะทำเสียงใด ๆ ตอบ ให้แสดงการโต้ตอบในเชิงบวก พูดคุยด้วยภาษาที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้ว่าลูกจะไม่เข้าใจ แต่การสื่อสารอย่างเริงร่าจะทำให้เด็กน้อยซึมซับอารมณ์ของเรา

Photo-by-Ben-Mullins-on-Unsplash

2 เล่นร่วมกับเด็ก

ไม่มีของเล่นใดจะดีไปกว่าการที่ผู้ใหญ่ร่วมเล่นด้วย การเล่นซ่อนหา เล่นสมมติ ต่อบล็อก ระบายสี เล่นรถ รวมถึงการเล่นนอกบ้าน การเล่นต่าง ๆ นี้จะช่วยพัฒนาทักษะเริ่มต้นอ่านเขียนของเด็กได้หลากหลาย และครอบครัวคือเพื่อนวัยเด็กที่ดีที่สุด

3 ร้องเพลงกับลูก

เพลงกล่อมเด็กจะช่วยสร้างความผูกพันในครอบครัว ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการรู้หนังสือแรกเริ่มที่สำคัญหลายด้าน การร้องเพลง ฟังเพลงด้วยกัน รวมถึงเต้นตามจังหวะจะช่วยสร้างเสริมจิตใจที่ดีงามของเด็ก

Photo-by-Picsea-on-Unsplash.jpg

4 อ่านหนังสือภาพให้ลูกฟัง

ถ้าหนูน้อยยังนั่งไม่ได้หรือไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือให้ฟังก็อย่ากังวล เด็กเล็กสามารถฟังในขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่มให้จบทีเดียว แต่อ่านในช่วงสั้น ๆ หลาย ๆ ที และหลาย ๆ ที่ก็ยังได้ เช่น ตอนอาบน้ำก็อ่านหนังสือที่ลอยในน้ำได้ นั่งรออาหารในร้าน ก่อนนอน และอย่าลืมว่าต้องมีเวลาอ่านนิทานเป็นกิจวัตรแห่งความสุขหรรษาร่วมกันอยู่เสมอ

5 แสดงให้ลูกเห็นถึง ‘โลก’ รอบตัว

ชักชวนด้วยการชี้ไปที่สี รูปทรง ตัวอักษรและรูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อธิบายสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนโยน ไม่ช้าไม่นานเด็กน้อยจะเป็นผู้ชี้สิ่งเหล่านั้นกลับมาบอกเรา

Photo-by-Melanie-Medina-on-Unsplash.jpg

เด็กที่มีทักษะทางภาษาดีจะมีความจำที่ดีกว่า เพราะสามารถเรียบเรียงและจัดเก็บข้อมูลเป็นภาษาที่ดีได้เป็นระบบมากกว่า ที่สำคัญที่สุดคือ การที่พ่อแม่ใช้เวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัว เด็กจะรู้สึกถึงความรักและความผูกพันจากพ่อแม่ ทำให้เขาเป็นคนมีความมั่นใจ และมีพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อไปในอนาคต

Photo-by-Anuja-Mary-Tilj-on-Unsplash

สรุป

บทบาทที่สำคัญของผู้ใหญ่คือ การสร้างประสบการณ์เริ่มต้นด้านบวกต่อหนังสือให้กับเด็ก นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ของการรู้หนังสือแรกเริ่มของเด็กปฐมวัย และนี่คือปฐมบทของการอ่านเขียนที่จะพัฒนาไปในภายภาคหน้าของเด็กน้อย

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์ห้องสมุดเด็กปฐมวัย ยุทธวิธีสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

เมื่อลูกถามว่า เซ็กส์คืออะไร

“แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ” คำถามนี้อาจระเบิดความตกใจของคุณแม่หรือคุณพ่อหลายๆ คน เพราะมันยากที่จะตอบ ยิ่งด้วยวัฒนธรรมไทยที่มองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยมีครอบครัวไหนกล้าที่จะพูดเรื่องนี้กับลูกน้อยตรงๆ หากยังไม่ถึงวัยอันควร แต่หากเจอคำถามแบบนี้จากลูกน้อยไป คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะทำอย่างไร?

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตัวอย่างบทสนนาของครอบครัวที่เหมาะแก่การเป็นกรณีศึกษาให้กับหลายครอบครัว ที่จู่ๆ วันหนึ่งลูกน้อยได้ตั้งคำถามที่พ่อแม่กระอักกระอ่วนในการตอบ

เรื่องราวของ ดช. มิลาน ที่จู่ๆ ก็อยากจะตั้งคำถามกับคุณแม่ โดยมี ดญ. โมนา แอบชำเลืองรอฟังคำตอบอยู่ข้างๆ

ด.ช.มิลาน : แม่ครับ มีเซ็กส์คืออะไรครับ?
คุณแม่ : หนูได้ยินมาจากไหนหรือคะ
ด.ช.มิลาน : จากคลิปละครใน YouTube ครับ

มิลานหนุ่มน้อยวัยย่าง 10 ขวบ เพิ่งดูละครในปีนี้เป็นครั้งแรก เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวไม่มีใครดูละคร ดูแต่ข่าว สารคดี หนังฝรั่ง

คุณแม่ : มีเซ็กส์ ก็คือการผสมพันธุ์กันของมนุษย์ค่ะมิลาน
ด.ญ.โมนา : เห็นมั้ย เรานึกแล้ว ต้องเหมือนผสมพันธุ์
ด.ช.มิลาน : แล้วคนจะทำแบบนั้นยังไงอ่าครับแม่
คุณแม่ : หนูรู้ใช่มั้ย การผสมพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต ต่างๆ นานาบนโลกนี้ ธรรมชาติสร้างมาเพื่อ ผลิตทายาท เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ แต่วิธีการผสมพันธุ์ การหาคู่ครอง ความเยอะ ความตะกละตะกลาม ในการมีเซ็กส์ของสิ่งมีชีวิต นั้นต่างกันมาก

“เมื่อถึงวัยหนึ่ง ที่มนุษย์สามารถมีลูกได้ ฝ่ายหญิงพร้อมจะตั้งครรภ์ได้ ฝ่ายชายพร้อมจะ ปล่อยน้ำเชื้ออสุจิไปให้ฝ่ายหญิงคนไหนตั้งครรภ์ก็ได้ ตอนนี้เราจะเรียกว่า เป็นวัยเจริญพันธุ์ ธรรมชาติจะทำให้มนุษย์ มีความอยากที่จะผสมพันธุ์ หรือที่หนูได้ยินมาว่าอยากมีเซ็กส์นั่นแหละ”

คุณแม่ทิ้งช่วงหยุดเล่า ให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการลองคิดตาม

คุณแม่ : แต่ เอ๊ะ วันหนึ่งธรรมชาติบอกว่า มิลาน เธอมีลูกได้แล้วนะ เธอต้องมีเซ็กส์ ถ้ามิลานไปชอบนางสาวเอ อยากมีสัมพันธ์กับนางสาวเอ เราไปตะปบหน้าเขา ข่วนเขา ต่อยเขา กัดคอเขา แบบสิงโตอยากผสมพันธุ์ได้ไหมคะ
ดช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : อืม หรือว่ามิลาน อยากจะเปลี่ยนสาวๆ ปีละหลายคน มีผู้หญิงเยอะแยะเลย แบบกระต่ายป่าเปลี่ยนคู่เยอะๆ ได้ตัวผู้กันเยอะๆ ได้ตัวเมียกันเยอะๆ เปลี่ยนทุกปี จนจำหน้าคู่เดทคู่นอนในปีเก่าๆ ไม่ได้ ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ
คุณแม่ : หรือเอาแบบลิง โบโนโบดีน้า การทักทายก็ใช้การผสมพันธุ์กัน โกรธกันก็ผสมพันธุ์กัน เบื่อๆ เซ็งๆ ก็ผสมพันธุ์กัน มองหน้าคิดไรไม่ออกก็ผสมพันธุ์กัน เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต คือเอาแต่ผสมพันธุ์กัน ดีไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ดีครับ

คุณแม่ :ใช่แล้วมิลาน

“เพราะคนไม่ใช่สัตว์ เราไม่เหมือนสัตว์ เราจึงทำแบบสัตว์ไม่ได้ การมีเซ็กส์ของมนุษย์ เป็นไปโดยสัญชาติญาณ อาจจะเพื่อความสุข หรือปลดปล่อยสนองความต้องการ หรือทำเพื่ออะไรสักอย่างที่เป็นแรงขับมาจากภายใน มากกว่าเพียงแค่อยากจะมีลูก แต่มนุษย์บางคนควบคุมตนเองไม่ได้ ถูกสัญชาติญาณเรียกร้อง ว่าต้องผสมพันธุ์ให้ได้ เดี๋ยวนี้เลยนะตอนนี้เลยนะ ทำให้บางคนต้องมีลูกตอนอายุ 12 ท้องป่องตอน 14 มีเบบี๋ตอน 15 เป็นหม่าม้า ตอน 13 เราท้องโย้ตอนเรียนดีไหมคะ เก๋ไหม เท่ห์ไหม”

ด.ช.มิลาน : ไม่ครับ 
ด.ญ.โมนา : ไม่ค่ะ
คุณแม่ : มีลูกเร็ว ๆ ไม่ดีหรือคะ จะได้ออกจาก รร. เร็ว ๆ เพราะเด็ก ๆ ขี้เกียจเรียน จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน

ด.ญ.โมนา : ไม่ดีค่ะ ถ้าเราไม่ได้ไปโรงเรียน เราก็ไม่ได้เรียนหนังสือ เราก็ไม่มีความรู้ ไม่ได้ไปทำงานดี ๆ ที่เราชอบเราอยากทำ เราก็ต้องไปทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ ทำงานเหม็นเหม็น ทำงานสกปรก ที่ไม่มีใครอยากทำค่ะ
คุณแม่ : เมื่อเรามีสัญชาติญาณในการผสมพันธุ์เกิดขึ้น เราควรทำตามสัญชาติญาณเลยไหมคะ เราอยากผสมพันธุ์กับเด็ก 3 ขวบทำได้ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ
คุณแม่ : เราอยากผสมพันธุ์กับพ่อแม่พี่น้องตัวเองทำได้ไหมครับ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับและไม่อยากทำด้วย
คุณแม่ : เราอยากทำร้ายคนอื่นเพื่อให้เราได้ผสมพันธุ์ไหมคะ
ด.ช.มิลาน : ไม่ได้ครับ 
คุณแม่ : เมื่อถึงวันหนึ่งเวลาหนึ่งพวกหนู ต้องได้รู้จัก ได้เจอกับสัญชาติญาณเหล่านี้…

“เมื่อถึงวันนั้น ขอให้หนูนึกถึงแม่ หากหนูบังคับตัวเองไม่ได้ อยากทำตามสัญชาติญาณด้านมืดของมนุษย์ หนูจงนึกถึงแม่..ถามแม่…บอกแม่ เล่าให้แม่ฟัง แม่ช่วยหนูได้ทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าหนูจะไปเจอคนแบบ ช้าง จิงโจ้ สิงโต ไดโนเสาร์ หมูในเล้า กระต่ายป่า ลิงโบโนโบ แม่จะเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ นางฟ้าแม่ทูนหัวช่วยหนูเอง แม่รักหนูนะคะ ฝันดีค่ะลูก”

จากบทสนทนาของครอบครัวนี้ สังเกตได้อย่างหนึ่งเลยว่า คุณแม่ได้อบรบเลี้ยงดูสั่งสอนลูกๆ มาเป็นอย่างดี ทำให้เด็กมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่ฉลาดเช่นนั้น แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านอยู่ล่ะครับ คิดอย่างไรกันบ้าง

ที่มา : Facebook : Phawinee Buraphawithidham
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

เล่นอย่างไรให้ดี เรื่องที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้

เมื่อนึกถึงคำว่า “เล่น” ของเด็ก ในมุมมองของผู้ใหญ่มักจะคิดถึงการเล่นที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น เล่นวิดีโอเกม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การเล่นของเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองควรปล่อยผ่าน แต่ควรใส่ใจว่าเด็กต้องการอะไร เล่นเพื่ออะไร และที่สำคัญ เด็กได้อะไรจากการเล่น  

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

การเลี้ยงลูก การสอนลูก และการเล่นกับลูก เป็นสิ่งที่ไม่มีตำราไหนบอกวิธีการเอาไว้อย่างชัดเจน รูปแบบของการเลี้ยงลูกมักจะขึ้นกับประสบการณ์ของพ่อแม่แต่ละคน ซึ่งไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ดังที่พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแบบติดตลกเอาไว้ว่า 

“ถ้าเลี้ยงแล้วไม่ตาย ก็แปลว่าเลี้ยงเป็น”

สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงลูกคือ “การเล่นกับลูก” ซึ่งการเล่นในที่นี้ไม่ใช่การยื่นแท็บเล็ตให้ลูกไปจิ้มเล่น แต่เป็นการเล่นแบบเข้าใจ 

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย อธิบายต่อว่า พ่อแม่จะต้องสังเกต และทำความเข้าใจพัฒนาการการเล่นของเด็กตั้งแต่แรกเกิด 

เด็กแรกเกิดจะเล่นกับตัวเอง เล่นกับสิ่งรอบตัว เช่น การมองตุ๊กตาโมบาย ก็ถือเป็นการเล่น ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี เด็กจะเริ่มพัฒนาสู่การเล่นร่วมกับผู้อื่น ชอบเล่นนอกบ้าน เล่นทราย เล่นน้ำ ปั่นจักยานสามล้อ ต่อบล็อก วาดรูประบายสี ดูการ์ตูน เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เล่นได้ไม่นาน

เมื่อเด็กอยู่ในช่วง 4-5 ปี จะมีการเล่นในลักษณะร่วมมือกัน เช่น แบ่งบทบาทกันเป็นหมอ-คนไข้ และมีการสลับบทบาทกันเล่นด้วย และจะชอบเล่นสิ่งที่ชอบ สนุกและมีความสุขกับการเล่นสิ่งนั้น ๆ ได้เป็นเวลานานมากขึ้น

มาที่เด็กวัย 6-7 ปี ที่เข้าสู่การเรียนในระดับประถมศึกษา เริ่มเรียนรู้พฤติกรรมการเข้าสังคมได้ดี มีวัฒนธรรมและมารยาททางสังคม ต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน ซึ่งการที่เด็กสามารถเล่นกับเพื่อนเป็นกลุ่ม จะทำให้เด็กรู้จักการปรับตัวเมื่ออยู่กับคนอื่น และเรียนที่จะเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี

ดร.วรนาท ฝากทิ้งท้ายอีกว่า การเข้าใจ และสังเกต พฤติกรรม และพัฒนาการการเล่นของลูก จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกของตนเองมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งหากลูกมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขเพื่อให้ลูกสามารถกลับมามีพัฒนาการที่สมวัยได้อีกครั้ง และจะเป็นการสร้างรากฐานที่ดีต่อการเติบโตขึ้นในอนาคต

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนคาดหวังให้ลูกเติบโตมาเป็นคนเก่งเป็นคนดี มีสุขภาพจิตที่ดีและสุขภาพกายที่แข็งแรง แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ครอบครัวคือบุคลากรสำคัญที่จะช่วยกันเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ ให้เกิดกับลูกน้อย

“หัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกคือ ไม่ได้สอนลูกในตอนโต แต่ควรสอนในช่วง 2-3 ปีแรก เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่มั่นคง เพื่อให้เด็กมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง และมีความไว้วางใจผู้อื่นเพื่อให้สามารถเข้าสังคมได้”

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความพร้อมของพ่อแม่ที่ควรมี 6 ข้อ ได้แก่

  • ความพร้อมด้านร่างกาย
  • ความพร้อมด้านเวลา
  • ความพร้อมด้านการเงิน
  • ความพร้อมด้านความรู้
  • ความพร้อมด้านทักษะในการเลี้ยงลูก
  • ความพร้อมด้านจิตใจ

สรุป

หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดีคือ ต้องให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก และยังต้องฝึกวินัยให้เกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งการเลี้ยงลูกให้มีวินัยต้องฝึกตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากการฝึกให้นอนเป็นเวลา เป็นต้น

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ให้ข้อมูลโดย
• พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 
• ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย 
• รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Health

• • •

Elsa from frozen

• • •

what-is-poppers

ตะคริว อาการที่ไม่มีใครอยากเป็น

เคยไหม ที่นอนหลับอยู่ดี ๆ ตะคริวก็ถามหา? เคยไหม ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอยู่ดี ๆ ตะคริวก็มา? ขนาดนั่งดูทีวีอยู่บ้านเฉย ๆ ก็เป็นตะคริวแบบไม่ทันตั้งตัว…แล้วจะทำยังไงให้ไม่เป็นตะคริวล่ะ?

ตะคริวเป็นอาการที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะแต่ละครั้งกว่าจะกล้ามเนื้อจะคลายก็ทำเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว ปรภ ขอนำเสนออาการที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ นั่นคืออาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่าตะคริว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

ตะคริว คืออะไร?

ตะคริว (Muscle Cramps) หมายถึง อาการเกร็งหรือหดเกร็งที่ทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่สามารถบังคับได้ 

มีอาการปวดหรือเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว โดยเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อส่วนใดของร่างกายก็ได้ และจะเกิดเพียงชั่วขณะจากนั้นจึงทุเลาลงไปเอง

กล้ามเนื้อที่เกิดตะคริวบ่อยที่สุดคือ ‘กล้ามเนื้อน่อง’ รองลงมาคือ กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อเท้า และกล้ามเนื้อหลัง

‘ตะคริว’ มักพบได้บ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่พบว่าบางรายอาจสัมพันธ์กับการที่นั่งอยู่เป็นเวลานาน ๆ หรือมีการใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นมากเกินไป

กล้ามเนื้อทุกมัดของมนุษย์เกร็งและคลายตลอดทั้งวัน แต่การเกร็งมากจนเกินไปจนกล้ามเนื้อทำงานถึง 100% และไม่คลายตัว แบบนี้จึงเรียกว่า ‘ตะคริว’

นอกจากนี้การเป็น ‘ตะคริว’ ยังสัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะขาดน้ำ กลุ่มโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคต่อมไร้ท่อ หรือการรับประทานยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

Sport man
Sport man

ตะคริวกับการออกกำลังกาย

การเป็นตะคริวระหว่างออกกำลังกายเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ ความสมดุลของเกลือแร่ หรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื่องจากระบบกลุ่มของเส้นประสาทจะสั่งการให้ร่างกายหยุดการทำงาน (หดตัว) เมื่อถูกกระตุ้นหรือออกกำลังกายมากเกิน

การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อทำงานถึง 100% ได้ วิธีการเลี่ยงคือการทำเพียง 70% เช่น การวิ่งเหยาะ ๆ วิ่งช้า ๆ แทนการวิ่งแบบหักโหมจะช่วยให้ไม่เป็นตะคริว และไม่บาดเจ็บ

นอกจากนี้ ‘ตะคริว’ ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่จมน้ำ เพราะเมื่อมีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลัน อาจทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำต่อและจมน้ำในที่สุด เพราะฉะนั้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายและไม่หักโหมจนเกิดไปจะช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวได้ 

back of a man in red underware
back of a man

ตะคริวกับการนอน

หลายคนอาจเคยตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากการเป็นตะคริว ดังนั้น การรับมือกับอาการดังกล่าวคือ

  • การจัดท่าให้ตัวเองนอนสบาย ผ่อนคลาย
  • อาจใช้หมอนรองขาให้สูงจากเตียงประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ห่มผ้าให้ความอบอุ่น
  • การดื่มนมก่อนนอนจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายได้
shirtless man lay on bed
Man

เมื่อเกิดตะคริวแล้ว ทำยังไงดีล่ะ?

มีเทคนิคการดูแลกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดตะคริวมากมายดังนี้

  1. การจัดท่าทางเพื่อยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว
    ต้องทำอย่างนิ่มนวลแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงยืดทีละน้อยจนสุดการเคลื่อนไหว ค้างไว้สักครู่จนกล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรยืดแบบรุนแรง แบบเร็ว หรือแบบกระตุก เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ รศ.นพ.ปัญญา ได้แนะนำวิธีการยืดกล้ามเนื้อกรณีเกิดตะคริวที่เนื้อน่องว่า สามารถใช้มือดันกดปลายเท้าค้างไว้เพียง 2 – 3 นาที จะช่วยให้อาการหดเกร็งผ่อนคลายลง  
  2. การนวดที่กล้ามเนื้อควรสลับกับการยืดกล้ามเนื้อ
    เช่น การคลึงเบา ๆ ที่กล้ามเนื้อบริเวณตะคริว 1-2 นาที สลับกับการยืดกล้ามเนื้อ 1-2 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว แต่ไม่ควรบีบนวดอย่างรุนแรง เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากขึ้น
  3. การให้ความอบอุ่นหรือความร้อนแก่กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว 
    กรณีเป็นตะคริวบ่อยครั้งควรใช้ความร้อนเข้าช่วย เช่น ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดพอหมาดประคบบริเวณที่เป้นตะคริว หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนู 2 ชั้นประคบประมาณ 20-30 นาที จะช่วยให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ ลดอาการหดเกร็งได้

สรุป

การป้องกันการเกิดตะคริวสามารถทำได้ด้วยการเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ บริโภคผักและผลไม้หรือสมุนไพรที่มีสารโพแทสเซียม แมกนีเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะเขือเทศ ส้ม แคนตาลูป เป็นต้น 

หากสามารถยับยั้งตัวเองก่อนที่จะกล้ามเนื้อจะเกร็งจนถึง 100% ได้ ก็จะช่วยยับยั้งการเกิดตะคริวได้เช่นกัน

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ให้สัมภาษณ์โดย รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก
ข้อมูลบางส่วนจาก :
– มูลนิธิหมอชาวบ้าน
– นิตยสาร Sook ฉบับที่ 67

อาหารเป็นพิษ โรคฮิตทุกฤดูกาล

อาหารเป็นพิษ เป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้อธิบายอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ รวมไปถึง อาหารที่ปรุงไม่สุกพอ อาหารค้างมื้อและไม่ได้แช่เย็น ซึ่งอาจจะทำให้เราเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้

อาการส่วนใหญ่ที่เกิดจากอาหารเป็นพิษได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น หากมีอาการถ่ายบ่อย หรือถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อย อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ หรือรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตก็ได้

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

วิธีป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ

การป้องกันโรคอาการเป็นพิษจึงเป็นอีกสิ่งที่ต้องตระหนัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีอาการแล้ว คุณจะหมดความสุขในการกิน

  1. เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
  2. ปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
  3. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ
  4. ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
  5. อาหารที่ค้างมื้อต้องอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน
  6. แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน
  7. ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำ
  8. ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของพื้นที่การปรุงอาหาร
  9. เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่น ๆ
  10. ใช้น้ำสะอาดในการปรุงอาหาร

แล้วจะทำยังไง ถ้ามีอาการอาหารเป็นพิษเมื่อไปเที่ยว? 

เพราะในบางครั้งเราอาจหลงลืม หรือพลาดกันได้ และยามที่ไปท่องเที่ยวในที่ห่างไกลชุมชน ทำให้ต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือดูแลรักษาตนเองตามอาการ โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการรักษาโรคอาหารเป็นพิษมักจะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากผู้ป่วยยังพอรับประทานอาหารได้ 

ควรดื่มน้ำเปล่า และจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ 

ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย แต่หากมีอาการอาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำและมีไข้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผงเกลือแร่ (ORS) เป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่ควรมีติดเอาไว้ในกล่องปฐมพยาบาล

เกร็ดความรู้

โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy หรือ ORT)

เกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ซึ่งเครื่องดื่มเกลือแร่ก็จัดเป็นอาหารในหมวดเครื่องดื่ม มีสัดส่วนของเกลือแร่และน้ำตาลไม่เท่ากับโออาร์เอส และใช้ชดเชยน้ำและเกลือแร่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น

10 เมนูที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

  1. ลาบ/ก้อยดิบ
  2. ยำกุ้งเต้น
  3. ยำหอยแครง/ยำทะเล
  4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู
  5. อาหาร หรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด
  6. ขนมจีน
  7. ข้าวมันไก่
  8. ส้มตำ
  9. สลัดผัก
  10. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

ไม่ใช่ว่าห้ามรับประทาน แต่เมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และขอให้หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ เพื่อป้องกันอาการของโรคอาหารเป็นพิษที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

• • • กลับสู่หน้าหลัก • • •

เรื่องโดย ปรภ ไม่ใช่ รปภ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

บทความน่าอ่านต่อ


บทความล่าสุดในหมวด Lifestyle

• • •

หลักจิตวิทยา สร้างคำตอบรับจากผู้ฟัง

• • •


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือคู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน